byrd's profilengonggooTheByrdPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
ngonggooTheByrdการยุทธไม่มีวันสิ้นเสร็จ
April 15 ปลาหมอสี
กีฬาสีมีมานานแล้ว ไม่เห็นแววการจบจะมาถึง เหลืองแดงฉุดรั้งสองปลายตึง ข้างหนึ่ง ข้างหนึ่ง...เข้าแย้งยัน
ประเทศชาติคือสมรภูมิเดือด เฉือนเชือด...กีฬาหฤหรรษ์ เศรษฐกิจ เลือดเนื้อ เถือประจัน ที่สุดนั้นคือระบอบมอบสังเวย
...
ท่านแม่สีสีแดงแรงฤทธิ์ ปกาศิตมาไม้ไหนละท่านเอ๋ย ฟังแล้วเสียวนิดหน่อย...กับคำเปรย ท่านเปิดเผย..."ผู้มีบารมี"มิใช่น้อย
ชีวี แดงก็พร้อมพลีถวาย ใจกาย เลือดสีแดง...แรงใช่ย่อย "ประชาธิปไตยที่กินได้"...ไม่ต้องคอย สันดานถ่อยก็ปลุกเร้าเริงระบำ
แต่คราท่านเอื้อนอรรถแจงสื่อต่างชาติ ยิ่งอนาถเนื้อถ้อยที่เพ้อพร่ำ ท่อง ท่อง ท่อง ท่อง ท่อง ท่อง................จำ ไม่กี่คำทึ่เคยใช้หากินมี
"ประชาธิไตย".."คนจน" ..."คนชั้นกลาง" "แทรกแซง"บ้าง "สองมาตรฐาน"อยู่อึงมี่ "ถูกรังแก" "กองทัพ" "องคมนตรี" ทุกคำที่ตอบไป ไม่ตรงประเด็น
วกวน สับสน จนมุมเก่า งี่เง่าเข้าตัวเขลาขลาดเข็ญ ยิ่งแถยิ่งไกล...ไปไม่เป็น ภาพที่เห็นโดน"เสื้อเขียว"ขย้ำคอ
โถ...ยังถูก"เสื้อน้ำเงิน"กระทืบซ้ำ เพราะเพียรย้ำ"ประชาธิไตย"น่าหัวร่อ แท้ตัวเอง"โหยอำนาจ"มิรู้พอ ชูคอ"อยู่เบื้องหลัง"การทำลาย
เท่านี้ก็อ้ำอึ้งอึกอัก ไหนล่ะฝรั่งที่ท่านรัก...ทั้งหลาย ถีบกระชากหน้ากากพบความเลวร้าย หนังหน้ามารเด่นสยายท่ามสากล
...
...
ปลาเอ๋ยปลาหมอ อยู่ในน้ำยังลอยคอออกผุดพ่น จับไปแกงง่ายง่าย...ไร้เล่ห์กล ดูเหมือนคนสีอะไรก็ไม่รู้? September 21 หุ่น...กับ...คนจิตว่างๆได้มาอัพบลอกซะทีครับ
...
ความจริงแล้ว ถึงผมจะเขียนกลอน(ไทย)จนพอจะมีหน้ามีตาเป็นที่รู้จักบ้างเล็กน้อย แต่ผมก็เป็นเพียงคนคนหนึ่งที่เดินตามแบบแผนไปเรื่อยๆ ไปตามทำนองที่มันเป็นอยู่ ได้ไม่ได้คิดจะปรับปรุงพัฒนา ทำอะไรให้มันดีขึ้นมาสักเท่าไรนัก หลายครั้งที่เขียนงานประกวดหรือรับงานตามสั่ง ก็ด้วยหวังจะได้รับความสนุกสนานในการลุ้นผลหรือปรารถนาในสินจ้างรางวัล ตามประสาคน "ทุนนิยม" ที่ผมมักบอกอย่างหน้าไม่อาย(ก็เรามันคนจน)
ผมเป็นเหมือนหุ่นเชิดของกระแสเล็กๆบางอย่างที่มันโหยหาการตั้งอยู่ในสังคม ไม่ยินยอมโดนคลื่นยักษ์พัดพาหายไปเสียหมด
โดยที่กระแสเล็กๆอะไรที่ว่านี้ หลายครั้งก็มิได้ยังความภาคภูมิใจแก่ชนในชาติสักกี่มากน้อยตามที่ชอบอ้างๆกัน
เพราะว่ามัน "ตายแล้ว อย่างเงียบๆ" อย่างนั้นหรือเปล่า?
เป็นเรื่องที่ผมยังขบไม่แตกจนถึงกระทั่งวันนี้
...
วันนี้ ผมขี่คุณซีตรองของน้าอย่างเงอะงะง่วงงุน ไปซื้อข้าวกินที่ตลาดปากซอย ผ่านหาบขนมจีนน้ำยา ให้หวนคิดประหวัดไปถึงคำว่า "ขนมจีนน้ำยาที่อร่อยที่สุด"...ที่ได้ยินในวันหนึ่ง
...วันที่ผมได้คำตอบของคำถามบ้าบอข้างต้นที่คิดมาเป็นชาติโดยไม่รู้ตัว...
...
ผมเสพผลงานของอาจารย์จักรพันธ์ โปษยกฤตมาตั้งแต่เด็กๆ ทั้งรูปภาพอันละเอียดอ่อนและบางครั้งก็งานเขียนที่ใช้ภาษาอย่างสวิงสวาย เท่านั้น
แต่ก็พอจะได้รู้ถึง"ฝีมือ"อันเป็นสุดยอด ในสองแขนงนี้
โตขึ้นมาหน่อย ก็ได้รู้ว่าอาจารย์ทำหุ่นกระบอกเรื่องตะเลงพ่าย(ดังเคยอ่านลิลิตมาตั้งแต่เด็กๆ) พอพูดถึงหุ่นกระบอก แรกทีเดียว ใจก็คิดไปถึงหุ่นกระบอกที่เคยเห็นในหนังสือเรียนสปช. เพลงหุ่นกระบอกที่เคยหัดสีซออู้เพลงสังขารา หุ่นกระบอกที่สีด้านๆ ที่เล่นอยู่วังเวงในซอกหลืบของงานประจำปีที่เห็นอยู่ทีเดียวตอนอยู่บ้านนอก(ชลบุรี)
ทำไมของอาจารย์จักรพันธ์ที่เราเห็นในหนังสือมันไม่เหมือนกันเล่า?
สวยบาดตา...
และแล้ว บุญก็พา วาสนาก็ส่งให้ผมได้มีโอกาสเข้าไปดูอาจารย์จักรพันธ์และคณะ ซ้อมหุ่นเรื่องตะเลงพ่าย เมื่อประมาณสองปีที่แล้ว ผ่านความอนุเคราะห์ของคุณแม่เพื่อนสนิทผู้หนึ่ง(ซึ่งรู้จักกับอาจารย์ฯเป็นการส่วนตัว)
ตอนนั้น ยังไม่มีการเชิดหุ่นแสดงเนื้อเรื่องจนจบเพราะยังสร้างไม่เสร็จ มีเพียงการเชิดหุ่นไหว้ครู
...เหนือคำบรรยาย ราวกับชีวิตจิตใจของคนเชิดถอดลงมาใส่หุ่นเรียบร้อยแล้ว...
นี่สินะ ของไทยแท้ๆ แต่ก็อย่างว่า...คนอย่างเรา ถ้าดูนานๆไปก็ชาชิน
หลังจากไหว้ครู ก็ฟังร้องฟังดนตรีกันไป จนพักเที่ยง
...มีอาหารกลางวันหลายอย่าง รวมทั้ง "ขนมจีนน้ำยาที่อร่อยที่สุด" อร่อยที่สุดจริงๆ ยิ่งได้มากินที่บ้านหลังนี้
หลังจากนั้นก็เล่นต่อไป แต่มีจุดสำคัญคือ
การแสดงพิเศษ เมื่อจบเรื่อง...
พระหัตถ์ของหุ่นพระนเรศวรที่ชักพระขรรค์ออกจากฝักได้ หลั่งน้ำจากพระเต้าฯได้
หุ่นจระเข้ที่เคลื่อนไหวได้ราวกับตัวจริง
รวมถึง หุ่นไก่ชน
นี่สินะ ที่เพิ่มเติมมาจากของไทยแท้ดั้งเดิม ที่เราเห็นในตอนไหว้ครู
ที่จะทำให้การแสดงหุ่นไม่เหมือนเดิม ... ไม่ย่ำอยู่กับที่จนตกขอบโลกไป
แต่ผู้สร้างจะต้องทุ่มเท กำลังสติปัญญา กำลังกาย กำลังทรัพย์ลงไปเท่าไรเพื่อสร้างสิ่งเหล่านี้
เพื่อให้ศิลปะของไทยยังมีชีวิตอยู่จริงๆ
คงยากที่ใครตอบได้
...
พี่สาวของผมก็มีโอกาสเข้าไปชมเมื่อไม่นานมานี้ ...
การแสดงพิเศษที่กล่าวไปในข้างต้น ได้เข้าไปประกอบการแสดงอย่างสมบูรณ์แบบ
น่าอิจฉาที่เขาได้ชมการแสดงที่เกือบเต็มรูปแบบแล้ว แต่ผมยังไม่ได้ดู
เขาบอกว่า ติดตรึงตา สวยงาม ยากจะบรรยายให้เห็นภาพ
...
เมื่อลองย้อนกลับมาคิดๆดู อาจารย์จักรพันธ์ทำให้ผมเห็นได้ว่าความรักจริงและความรู้จริง จะสามารถดลบันดาลสิ่งมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นได้แม้จะไม่ง่ายนัก
อย่างเช่นหุ่นกระบอกเหล่านี้ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ซ้อมจริง เล่นจริง
เป็นการพัฒนาต่อยอดอย่างมีราก มีเหตุผลที่มาที่ไป มิใช่ประยุกต์มั่วซั่วจนเปรอะไปหมด อย่างน่าอาย
อาจารย์เป็นผู้ต่อชีวิตศิลปะไทยแขนงนี้อย่างสง่างาม สมศักดิ์ศรีที่จะเรียกว่า มรดกของแผ่นดิน มิใช่เยี่ยงอนาถาขอความเห็นใจให้ลูกหลานช่วยกันอนุรักษ์สนับสนุนอย่างงมงายไร้สาระ เฉกเช่นหน่วยงานราชการบางแห่งหรือผู้ใหญ่หลายคนกำลังพยายามจะเกลี้ยกล่อมเด็กอยู่แต่ไม่สำเร็จ
การที่คนเราจะรักจะชอบอะไรได้ ของนั้นต้องเป็นของดี มีคุณค่าและถูกใจปัจเจกผู้นั้นเป็นเบื้องต้น
การที่อ้างว่า เป็นสมบัติบรรพบุรุษอุตส่าห์สร้างมา เป็นของดี เป็นของควรหวงแหน เป็นเหตุผลที่อ่อน และฉาบฉวย
หากการอนุรักษ์โดยไม่พัฒนาและยังย่ำอยู่กับที่เป็นสิ่งดีจริง
วันนี้เราคงยังแก้ผ้า...และมีศิลปวัฒนธรรมสร้างสรรค์เป็นภาพเขียนสีตามแบบแผนของผนังถ้ำยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นจิตรกรรมที่สวยงามที่สุด
...
ผมยังคงหวังว่า ความรักจริงของอาจารย์จักรพันธ์ จะส่งผ่านไปสู่คนไทยทั้งหลายได้ จากสิ่งที่ท่านทำอยู่อย่างเป็นรูปธรรม
ความรักจริงที่ต่อชีวิตศิลปะไทยให้มีสัญญาณชีพอันเข้มแข็ง
หากว่าไม่ถูกอุบัติเหตุทางทุนนิยมปลิดชีวิตเสียก่อน
...คอนโดหรูในซอยเอกมัย...อาจเป็นเรื่องที่งอกเงยขึ้นมาได้ตามปกติ
หากไม่ใช่ข้างบ้านของอาจารย์จักรพันธ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งยังคงทำงานศิลปะทั้งหลายอยู่ในบ้านหลังนั้นร่วมกับคณะทำงานของท่าน
และสุดท้าย ผมก็ยังคงหวังว่า ความรักจริงของคนหลายๆคน จะร่วมกันสร้างสิ่งมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่มากกว่าความรักจริงของคนไม่กี่คน
...
...
นั่งนึกดู
...
ผมคงไม่ใช่หุ่นเชิดตัวหนึ่งในกระแสเล็กๆอะไรบางอย่างอีกต่อไป หากผมสร้างนวัตกรรมการเขียนกลอนได้เหมือนอาจารย์จักรพันธ์สร้างนวัตกรรมในหุ่นกระบอกของท่าน
และถ้าคนเขียนกลอนหลายๆคนร่วมกันเขียนได้อย่างนั้น โดยต่อยอดจากพื้นฐานเดิม
กระแสเล็กๆนั้น คงจะกลับมายิ่งใหญ่ น่าสนใจ น่าโดดกระโจนเข้าไปร่วม"อาบ"และ"ดื่มกิน"กัน อย่างสนุกสนาน มีรสชาติ...สินะ
อย่างไรก็ตาม
วันที่ไปบ้านอาจารย์จักรพันธ์ในวันนั้น ผู้ใหญ่ได้พาผมไปสวัสดีและสนทนากับอาจารย์จักรพันธ์ ท่านยังบอกว่านึกว่าผมเป็นคนเกาหลี(คงจากทรงผมและการแต่งกายที่ผมก็เข้าร่วมไหลไปตามกระแสใหญ่ๆที่เห็นว่าดี ละมั้งครับ)
...
July 07 เขียนเล่น ไม่มีมูลพ่อรู้ว่าถ้าเรียนหมอพอเรียนได้
เลยอยากให้ลูกชายได้เรียนหมอ
เฝ้าผลักดันให้อดทนจนแกร่งพอ
ลูกของพ่อต้องทำได้ไม่ยากเกิน
เมื่อพากเพียรหวังผลจนเข้าได้
พ่ออวดใครหลายคนจนลูกเขิน
ทั้งรู้ว่าวิถีที่เลือกเดิน
จะห่างเหินพ่อไปในไม่ช้า
เมื่อความจริงกับความฝันมาบรรจบ
ลูกค้นพบว่าความฝันมันหนักหนา
บ่นเหนื่อยท้อเช้าค่ำอ่านตำรา
ลืมไปว่าหน้าที่มีแค่เรียน
สุดสัปดาห์พ่อรอรับลูกกลับบ้าน
นานแสนนานยังห่วงใยไม่แปรเปลี่ยน
เป็นภาพเดิมฉายซ้ำย้ำวนเวียน
ที่พ่อเพียรสร้างสุขอยู่ทุกทาง
ยิ่งผ่านไปไร้วันหยุดสุดจะกลับ
โทรศัพท์ลูกไม่ต่อหาพ่อบ้าง
พ่อป่วยไข้บ่อยบ่อยก็ปล่อยวาง
เพราะกลัวลูกจะไม่ว่างอย่างเคยเป็น
ว่าที่หมอไม่เบนเข็มเรียนเต็มที่
ดมเยี่ยวขี้คนไข้ไม่รู้เหม็น
คอยใส่ใจทุกข์สุขทุกประเด็น
ไม่รู้เห็นพ่อในวันอันตราย
เบอร์บ้านโชว์ว่าโทรมาสิบกว่าครั้ง
ลูกแทบคลั่งเมื่อโทรกลับแม่รับสาย
เพิ่งรู้ว่าพ่อของตัวหัวใจวาย
ตอนลูกชายตรวจคนไข้...ใครก็ไม่รู้
November 03 เด็กหอพักแพทย์ความสนุกและความสบายใจได้ผ่านไปรวดเร็วดุจสายลมพัด
สิ่งที่ทิ้งไว้เบื้องหลังคือความทรงจำเรื่องการปิดเทอมอย่างแท้จริงครั้งสุดท้ายอันหอมหวาน
ที่เราจะต้องตักตวงมันมาใช้ในยามต้องการอย่างรู้ค่า
ขณะนี้ บุญที่สะสมไว้แต่ชาติปางก่อน ได้หนุนนำให้ได้เป็นสมาชิกหอพักแพทย์รามาธิบดี ซึ่งเป็นหอพักแพทย์ที่ร้อนและผิดสุขอนามัยที่สุดในประเทศไทย
แต่ว่ามันอยู่ตรงข้ามตึกเรียนน่ะสิ คือประเด็นที่ควรคำนึงถึง
พร้อมทั้งตัวเองบังเอิญเหลือเกินที่มีตำแหน่งในคณะ(ฟังดูไฮโซ ที่แท้ก็เบ๊เขา) เลยได้เป็นคนเลือกห้องและเมทเองอีกต่างหาก
ชีวิตตอนนี้ก็เลยดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ตื่นสายได้ นอนมากขึ้น และอ้วนขึ้น เพราะเมทมีอาหารมาปรนเปรอพร้อมเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน(ขนาดตอนวันเกิดเป็นตอนกินเจ มันยังหาเค้กครีมสดเจมาให้จากพารากอน อร่อยลืมตายทีเดียว)
แถมยังได้อาบน้ำวันละสี่รอบอีก อันนี้ถูกใจที่สุด(หมายเหตุ ชาติที่แล้วผู้เขียนเกิดเป็นชิสุกะ ชาตินี้เลยชอบอาบน้ำเป็นชีวิตจิตใจ)
หากแต่สิ่งที่ตามมาคือ "ความรับผืดชอบ"
รับผิดชอบตัวเอง โดยการรับผิดชอบต่อการเรียน เพื่อไปรับผิดชอบชีวิตคนไข้
ความเป็นหมอ(จริงๆ) ค่อยๆคืบคลายเข้ามาครอบงำชีวิตแล้ว
หลังจากที่เรียนร่างกายอันปกติ ก็มาดูความผิดปกคิ
หลังจากตรวจร่างกายอันสมบูรณ์เพียบพร้อมกันเองเล่นๆ ก็มาตรวจร่างกายคนไข้จริง ที่หลายๆคนใกล้จะตายจริงๆ
ที่เห็นแล้วรู้คำตอบที่ค้นหามานานว่า "อะไรคือชีวิต"
จะมีอะไรสำคัญไปกว่าสิ่งอันเป็นที่หวงแหนของทุกคนสิ่งนี้อีกหรือ
...
ผมยังคงจำวาทะของอาจารย์ผู้สอนวิชาวัสดุศาสตร์ที่ต.อ.เคยพูดเอาไว้ได้อย่างแม่นยำว่า
"ถ้าตอนนี้คะแนนซื้อเธอได้ ต่อไปเธอจะถูกซื้อด้วยเงิน"
ความคมของประโยคนี้บาดใจของผมทุกครั้งที่เห็นภาพคนบางคนกำลังขายเพื่อนหรือแม้แต่ศักดิ์ศรีของตัวเพื่อแลกคะแนน
หวังว่าสักวันเขาจะรู้จักประโยคนี้
หรือบางที อาจจะเป็นเพราะตัวผมเองที่ไม่เข้าใจ"ชีวิต"จริงๆก็ได้
September 27 shindo อัจฉริยภาพวันว่างอีกวันของผม...
ไปดูหนังที่เล็งไว้มานาน Shindo ชื่อไทย ก้องเพลงรักเพื่อสองหัวใจ(บรื๋ย...)
เหตุผลไม่ได้มีอะไรมาก เพราะว่าติดใจนางเอก(ริโกะ นารุมิ) มาจากซีรีส์ 1 litre of tear ซึ่งเธอได้รับบทเป็นน้องนางเอก ที่ผมประเมินว่าเป็นคนที่เล่นดีที่สุดในเรื่อง
พระเอกก็ไม่ใช่ใครอื่น เล่นซีรีส์เรื่องเดียวกันมาในบทอดีตกิ๊กนางเอก แต่มาดังในบทแอล จากเดธโน้ต
หนังเรื่องนี้ เนื้อเรื่องไม่ได้จัดจ้านหวือหวาแต่ประการใด แต่ว่ากินลึกเข้าไปในหัวใจคนเล่นดนตรีอย่างยิ่ง
ใครที่เคยฟังเพลงของบาคย่อมรู้ว่า เป็นร้อยกรองที่วิจิตรพิสดารแบบบารอคคือ มีการสอดทำนองหลายชั้นเเบบโพลีโฟนิก(เหมือนริงโทน?)อันเป็นไอเดียให้คุณโมสาร์ทแกไปทำโอเปร่าขลุ่ยวิเศษเป็นเรื่องเป็นราวจนดังระเบิดระเบ้อในภายหลัง(พูดซะเหมือนรู้ดี ก็รู้อยู่แค่นี้หละ)
และเพลงของบาคก็ถูกนำมาใช้ในเรื่องนี้(คิดว่าใช่นะ ถ้าไม่ใช่ก็หน้าแตกไปตามฟอร์ม) ฟังเสียงเปียโนแล้วใจมันครึ้มจริงๆ ความ"ไหว"มันไม่เข้าใครออกใคร
คนที่เล่นดนตรีด้วยความรู้สึกจริงๆ นักดนตรีย่อมประเมินออก สิ่งใดที่ทำด้วยใจ คนมีหัวใจย่อมเข้าถึง
ต่างคนต่างความมุ่งมั่น มีแม้ความรักในตัวบุคคลจะไม่เป็นไปตามความคาดหมายแต่ความรักในดนตรียังเปี่ยมล้น
เพราะทั้งสองใช้เวลาผูกพันกันด้วยสิ่งนี้
นางเอกเป็นคนวีนๆเพราะมีปมชีวิตมาตั้งเเต่เด็ก รับความกดดันมามาก ปมนี้เองที่ทำให้เธอได้สัมผัส ความรัก และผิดหวังกับมัน(ในหลายเรื่อง) จนใช้มันขับเคลื่อนไปสู่อารมณ์ทางดนตรีที่เป็นขั้นสุด
เรื่องนี้ไม่ได้ซ้ำซากเหมือนหนังดนตรีเรื่องอื่นๆสักทีเดียว ผมว่าได้ฟีลเรื่องความรักในอีกรูปแบบที่พระเอกไม่ต้องเป็นแฟนกับนางเอก ทั้งเขายังมีแฟนอยู่แล้วอีกตั้งหาก เรื่องเลยออกมาเศร้านิดๆแกมอบอุ่น
แถมด้วยความจริงที่ชีวิตจะต้องพบเจอทั้งในฐานะนักดนตรีและนักเรียน
...เราผ่านมันมาไกลเหลือเกินแล้วสินะ...
|
There are no categories in use.
|
|||||
|
|