byrd 的个人资料ngonggooTheByrd照片日志列表更多 工具 帮助

日志


4月15日

ปลาหมอสี

 

กีฬาสีมีมานานแล้ว

ไม่เห็นแววการจบจะมาถึง

เหลืองแดงฉุดรั้งสองปลายตึง

ข้างหนึ่ง ข้างหนึ่ง...เข้าแย้งยัน

 

ประเทศชาติคือสมรภูมิเดือด

เฉือนเชือด...กีฬาหฤหรรษ์

เศรษฐกิจ เลือดเนื้อ เถือประจัน

ที่สุดนั้นคือระบอบมอบสังเวย

 

...

 

ท่านแม่สีสีแดงแรงฤทธิ์

ปกาศิตมาไม้ไหนละท่านเอ๋ย

ฟังแล้วเสียวนิดหน่อย...กับคำเปรย

ท่านเปิดเผย..."ผู้มีบารมี"มิใช่น้อย

 

ชีวี แดงก็พร้อมพลีถวาย

ใจกาย เลือดสีแดง...แรงใช่ย่อย

"ประชาธิปไตยที่กินได้"...ไม่ต้องคอย

สันดานถ่อยก็ปลุกเร้าเริงระบำ

 

แต่คราท่านเอื้อนอรรถแจงสื่อต่างชาติ

ยิ่งอนาถเนื้อถ้อยที่เพ้อพร่ำ

ท่อง ท่อง ท่อง ท่อง ท่อง ท่อง................จำ

ไม่กี่คำทึ่เคยใช้หากินมี

 

"ประชาธิไตย".."คนจน" ..."คนชั้นกลาง"

"แทรกแซง"บ้าง "สองมาตรฐาน"อยู่อึงมี่

"ถูกรังแก" "กองทัพ" "องคมนตรี"

ทุกคำที่ตอบไป ไม่ตรงประเด็น

 

วกวน สับสน จนมุมเก่า

งี่เง่าเข้าตัวเขลาขลาดเข็ญ

ยิ่งแถยิ่งไกล...ไปไม่เป็น

ภาพที่เห็นโดน"เสื้อเขียว"ขย้ำคอ

 

โถ...ยังถูก"เสื้อน้ำเงิน"กระทืบซ้ำ

เพราะเพียรย้ำ"ประชาธิไตย"น่าหัวร่อ

แท้ตัวเอง"โหยอำนาจ"มิรู้พอ

ชูคอ"อยู่เบื้องหลัง"การทำลาย

 

เท่านี้ก็อ้ำอึ้งอึกอัก

ไหนล่ะฝรั่งที่ท่านรัก...ทั้งหลาย

ถีบกระชากหน้ากากพบความเลวร้าย

หนังหน้ามารเด่นสยายท่ามสากล

 

 

...

 

...

 

ปลาเอ๋ยปลาหมอ

อยู่ในน้ำยังลอยคอออกผุดพ่น

จับไปแกงง่ายง่าย...ไร้เล่ห์กล

ดูเหมือนคนสีอะไรก็ไม่รู้?

9月21日

หุ่น...กับ...คน

จิตว่างๆได้มาอัพบลอกซะทีครับ
 
...
 
 
 
            ความจริงแล้ว ถึงผมจะเขียนกลอน(ไทย)จนพอจะมีหน้ามีตาเป็นที่รู้จักบ้างเล็กน้อย แต่ผมก็เป็นเพียงคนคนหนึ่งที่เดินตามแบบแผนไปเรื่อยๆ ไปตามทำนองที่มันเป็นอยู่ ได้ไม่ได้คิดจะปรับปรุงพัฒนา ทำอะไรให้มันดีขึ้นมาสักเท่าไรนัก หลายครั้งที่เขียนงานประกวดหรือรับงานตามสั่ง ก็ด้วยหวังจะได้รับความสนุกสนานในการลุ้นผลหรือปรารถนาในสินจ้างรางวัล ตามประสาคน "ทุนนิยม" ที่ผมมักบอกอย่างหน้าไม่อาย(ก็เรามันคนจน)
 
 
ผมเป็นเหมือนหุ่นเชิดของกระแสเล็กๆบางอย่างที่มันโหยหาการตั้งอยู่ในสังคม ไม่ยินยอมโดนคลื่นยักษ์พัดพาหายไปเสียหมด
 
 
 
            โดยที่กระแสเล็กๆอะไรที่ว่านี้ หลายครั้งก็มิได้ยังความภาคภูมิใจแก่ชนในชาติสักกี่มากน้อยตามที่ชอบอ้างๆกัน
 
 
 
เพราะว่ามัน "ตายแล้ว อย่างเงียบๆ" อย่างนั้นหรือเปล่า?
 
 
 
 
            เป็นเรื่องที่ผมยังขบไม่แตกจนถึงกระทั่งวันนี้
 
 
...
 
 
 
วันนี้ ผมขี่คุณซีตรองของน้าอย่างเงอะงะง่วงงุน ไปซื้อข้าวกินที่ตลาดปากซอย ผ่านหาบขนมจีนน้ำยา ให้หวนคิดประหวัดไปถึงคำว่า "ขนมจีนน้ำยาที่อร่อยที่สุด"...ที่ได้ยินในวันหนึ่ง
 
 
 
...วันที่ผมได้คำตอบของคำถามบ้าบอข้างต้นที่คิดมาเป็นชาติโดยไม่รู้ตัว...
 
 
 
 
 
 
...
 
 
 
ผมเสพผลงานของอาจารย์จักรพันธ์ โปษยกฤตมาตั้งแต่เด็กๆ ทั้งรูปภาพอันละเอียดอ่อนและบางครั้งก็งานเขียนที่ใช้ภาษาอย่างสวิงสวาย เท่านั้น
 
 
แต่ก็พอจะได้รู้ถึง"ฝีมือ"อันเป็นสุดยอด ในสองแขนงนี้
 
 
 
โตขึ้นมาหน่อย ก็ได้รู้ว่าอาจารย์ทำหุ่นกระบอกเรื่องตะเลงพ่าย(ดังเคยอ่านลิลิตมาตั้งแต่เด็กๆ) พอพูดถึงหุ่นกระบอก แรกทีเดียว ใจก็คิดไปถึงหุ่นกระบอกที่เคยเห็นในหนังสือเรียนสปช. เพลงหุ่นกระบอกที่เคยหัดสีซออู้เพลงสังขารา หุ่นกระบอกที่สีด้านๆ ที่เล่นอยู่วังเวงในซอกหลืบของงานประจำปีที่เห็นอยู่ทีเดียวตอนอยู่บ้านนอก(ชลบุรี)
 
 
ทำไมของอาจารย์จักรพันธ์ที่เราเห็นในหนังสือมันไม่เหมือนกันเล่า?
 
 
 
 
สวยบาดตา...
 
 
 
 
และแล้ว บุญก็พา วาสนาก็ส่งให้ผมได้มีโอกาสเข้าไปดูอาจารย์จักรพันธ์และคณะ ซ้อมหุ่นเรื่องตะเลงพ่าย เมื่อประมาณสองปีที่แล้ว ผ่านความอนุเคราะห์ของคุณแม่เพื่อนสนิทผู้หนึ่ง(ซึ่งรู้จักกับอาจารย์ฯเป็นการส่วนตัว)
 
 
 
ตอนนั้น ยังไม่มีการเชิดหุ่นแสดงเนื้อเรื่องจนจบเพราะยังสร้างไม่เสร็จ มีเพียงการเชิดหุ่นไหว้ครู
 
 
 
 
...เหนือคำบรรยาย ราวกับชีวิตจิตใจของคนเชิดถอดลงมาใส่หุ่นเรียบร้อยแล้ว...
 
 
 
นี่สินะ ของไทยแท้ๆ แต่ก็อย่างว่า...คนอย่างเรา ถ้าดูนานๆไปก็ชาชิน
 
 
 
หลังจากไหว้ครู ก็ฟังร้องฟังดนตรีกันไป จนพักเที่ยง
 
 
 
 
 
...มีอาหารกลางวันหลายอย่าง รวมทั้ง "ขนมจีนน้ำยาที่อร่อยที่สุด" อร่อยที่สุดจริงๆ ยิ่งได้มากินที่บ้านหลังนี้
 
 
 
 
 
หลังจากนั้นก็เล่นต่อไป แต่มีจุดสำคัญคือ
 
 
การแสดงพิเศษ เมื่อจบเรื่อง...
 
 
 
 
พระหัตถ์ของหุ่นพระนเรศวรที่ชักพระขรรค์ออกจากฝักได้ หลั่งน้ำจากพระเต้าฯได้
 
 
หุ่นจระเข้ที่เคลื่อนไหวได้ราวกับตัวจริง
 
 
รวมถึง หุ่นไก่ชน
 
 
 
นี่สินะ ที่เพิ่มเติมมาจากของไทยแท้ดั้งเดิม ที่เราเห็นในตอนไหว้ครู
 
 
 
 
 
 
 
 ที่จะทำให้การแสดงหุ่นไม่เหมือนเดิม ... ไม่ย่ำอยู่กับที่จนตกขอบโลกไป
 
 
 
 
 
แต่ผู้สร้างจะต้องทุ่มเท กำลังสติปัญญา กำลังกาย กำลังทรัพย์ลงไปเท่าไรเพื่อสร้างสิ่งเหล่านี้
 
 
 
 
เพื่อให้ศิลปะของไทยยังมีชีวิตอยู่จริงๆ
 
 
 
 
คงยากที่ใครตอบได้
 
 
 
 
 
...
 
 
 
พี่สาวของผมก็มีโอกาสเข้าไปชมเมื่อไม่นานมานี้ ...
 
 
การแสดงพิเศษที่กล่าวไปในข้างต้น ได้เข้าไปประกอบการแสดงอย่างสมบูรณ์แบบ
 
 
น่าอิจฉาที่เขาได้ชมการแสดงที่เกือบเต็มรูปแบบแล้ว แต่ผมยังไม่ได้ดู
 
 
 
 
เขาบอกว่า ติดตรึงตา สวยงาม ยากจะบรรยายให้เห็นภาพ
 
 
 
 
...
 
 
 
เมื่อลองย้อนกลับมาคิดๆดู อาจารย์จักรพันธ์ทำให้ผมเห็นได้ว่าความรักจริงและความรู้จริง จะสามารถดลบันดาลสิ่งมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นได้แม้จะไม่ง่ายนัก
 
 
 
อย่างเช่นหุ่นกระบอกเหล่านี้ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ซ้อมจริง เล่นจริง
 
เป็นการพัฒนาต่อยอดอย่างมีราก มีเหตุผลที่มาที่ไป มิใช่ประยุกต์มั่วซั่วจนเปรอะไปหมด อย่างน่าอาย
 
 
อาจารย์เป็นผู้ต่อชีวิตศิลปะไทยแขนงนี้อย่างสง่างาม สมศักดิ์ศรีที่จะเรียกว่า มรดกของแผ่นดิน มิใช่เยี่ยงอนาถาขอความเห็นใจให้ลูกหลานช่วยกันอนุรักษ์สนับสนุนอย่างงมงายไร้สาระ เฉกเช่นหน่วยงานราชการบางแห่งหรือผู้ใหญ่หลายคนกำลังพยายามจะเกลี้ยกล่อมเด็กอยู่แต่ไม่สำเร็จ
 
การที่คนเราจะรักจะชอบอะไรได้ ของนั้นต้องเป็นของดี มีคุณค่าและถูกใจปัจเจกผู้นั้นเป็นเบื้องต้น
 
 
 
การที่อ้างว่า เป็นสมบัติบรรพบุรุษอุตส่าห์สร้างมา เป็นของดี เป็นของควรหวงแหน เป็นเหตุผลที่อ่อน และฉาบฉวย
 
 
หากการอนุรักษ์โดยไม่พัฒนาและยังย่ำอยู่กับที่เป็นสิ่งดีจริง
 
 
วันนี้เราคงยังแก้ผ้า...และมีศิลปวัฒนธรรมสร้างสรรค์เป็นภาพเขียนสีตามแบบแผนของผนังถ้ำยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นจิตรกรรมที่สวยงามที่สุด
 
 
...
 
 
 
 
ผมยังคงหวังว่า ความรักจริงของอาจารย์จักรพันธ์ จะส่งผ่านไปสู่คนไทยทั้งหลายได้ จากสิ่งที่ท่านทำอยู่อย่างเป็นรูปธรรม
 
 
ความรักจริงที่ต่อชีวิตศิลปะไทยให้มีสัญญาณชีพอันเข้มแข็ง
 
 
หากว่าไม่ถูกอุบัติเหตุทางทุนนิยมปลิดชีวิตเสียก่อน
 
 
 
...คอนโดหรูในซอยเอกมัย...อาจเป็นเรื่องที่งอกเงยขึ้นมาได้ตามปกติ
 
หากไม่ใช่ข้างบ้านของอาจารย์จักรพันธ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งยังคงทำงานศิลปะทั้งหลายอยู่ในบ้านหลังนั้นร่วมกับคณะทำงานของท่าน
 
 
 
 
และสุดท้าย ผมก็ยังคงหวังว่า ความรักจริงของคนหลายๆคน จะร่วมกันสร้างสิ่งมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่มากกว่าความรักจริงของคนไม่กี่คน
 
 
 
 
...
 
 
...
 
 
 
นั่งนึกดู
 
...
 
 
 
ผมคงไม่ใช่หุ่นเชิดตัวหนึ่งในกระแสเล็กๆอะไรบางอย่างอีกต่อไป หากผมสร้างนวัตกรรมการเขียนกลอนได้เหมือนอาจารย์จักรพันธ์สร้างนวัตกรรมในหุ่นกระบอกของท่าน
 
และถ้าคนเขียนกลอนหลายๆคนร่วมกันเขียนได้อย่างนั้น โดยต่อยอดจากพื้นฐานเดิม
 
 
กระแสเล็กๆนั้น คงจะกลับมายิ่งใหญ่ น่าสนใจ น่าโดดกระโจนเข้าไปร่วม"อาบ"และ"ดื่มกิน"กัน อย่างสนุกสนาน มีรสชาติ...สินะ
 
 
 
 
 
อย่างไรก็ตาม
 
วันที่ไปบ้านอาจารย์จักรพันธ์ในวันนั้น ผู้ใหญ่ได้พาผมไปสวัสดีและสนทนากับอาจารย์จักรพันธ์ ท่านยังบอกว่านึกว่าผมเป็นคนเกาหลี(คงจากทรงผมและการแต่งกายที่ผมก็เข้าร่วมไหลไปตามกระแสใหญ่ๆที่เห็นว่าดี ละมั้งครับ)
 
...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
7月7日

เขียนเล่น ไม่มีมูล

พ่อรู้ว่าถ้าเรียนหมอพอเรียนได้
 
เลยอยากให้ลูกชายได้เรียนหมอ
 
เฝ้าผลักดันให้อดทนจนแกร่งพอ
 
ลูกของพ่อต้องทำได้ไม่ยากเกิน
 
 
 
เมื่อพากเพียรหวังผลจนเข้าได้
 
พ่ออวดใครหลายคนจนลูกเขิน
 
ทั้งรู้ว่าวิถีที่เลือกเดิน
 
จะห่างเหินพ่อไปในไม่ช้า
 
 
เมื่อความจริงกับความฝันมาบรรจบ
 
ลูกค้นพบว่าความฝันมันหนักหนา
 
บ่นเหนื่อยท้อเช้าค่ำอ่านตำรา
 
ลืมไปว่าหน้าที่มีแค่เรียน
 
 
สุดสัปดาห์พ่อรอรับลูกกลับบ้าน
 
นานแสนนานยังห่วงใยไม่แปรเปลี่ยน
 
เป็นภาพเดิมฉายซ้ำย้ำวนเวียน
 
ที่พ่อเพียรสร้างสุขอยู่ทุกทาง
 
 
ยิ่งผ่านไปไร้วันหยุดสุดจะกลับ
 
โทรศัพท์ลูกไม่ต่อหาพ่อบ้าง
 
พ่อป่วยไข้บ่อยบ่อยก็ปล่อยวาง
 
เพราะกลัวลูกจะไม่ว่างอย่างเคยเป็น
 
 
ว่าที่หมอไม่เบนเข็มเรียนเต็มที่
 
ดมเยี่ยวขี้คนไข้ไม่รู้เหม็น
 
คอยใส่ใจทุกข์สุขทุกประเด็น
 
ไม่รู้เห็นพ่อในวันอันตราย
 
 
เบอร์บ้านโชว์ว่าโทรมาสิบกว่าครั้ง
 
ลูกแทบคลั่งเมื่อโทรกลับแม่รับสาย
 
เพิ่งรู้ว่าพ่อของตัวหัวใจวาย
 
ตอนลูกชายตรวจคนไข้...ใครก็ไม่รู้
 
 
 
11月3日

เด็กหอพักแพทย์

 
ความสนุกและความสบายใจได้ผ่านไปรวดเร็วดุจสายลมพัด
 
สิ่งที่ทิ้งไว้เบื้องหลังคือความทรงจำเรื่องการปิดเทอมอย่างแท้จริงครั้งสุดท้ายอันหอมหวาน
 
 
ที่เราจะต้องตักตวงมันมาใช้ในยามต้องการอย่างรู้ค่า
 
 
 
ขณะนี้ บุญที่สะสมไว้แต่ชาติปางก่อน ได้หนุนนำให้ได้เป็นสมาชิกหอพักแพทย์รามาธิบดี ซึ่งเป็นหอพักแพทย์ที่ร้อนและผิดสุขอนามัยที่สุดในประเทศไทย
 
แต่ว่ามันอยู่ตรงข้ามตึกเรียนน่ะสิ คือประเด็นที่ควรคำนึงถึง
 
 
พร้อมทั้งตัวเองบังเอิญเหลือเกินที่มีตำแหน่งในคณะ(ฟังดูไฮโซ ที่แท้ก็เบ๊เขา) เลยได้เป็นคนเลือกห้องและเมทเองอีกต่างหาก
 
 
ชีวิตตอนนี้ก็เลยดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
 
ตื่นสายได้ นอนมากขึ้น และอ้วนขึ้น เพราะเมทมีอาหารมาปรนเปรอพร้อมเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน(ขนาดตอนวันเกิดเป็นตอนกินเจ มันยังหาเค้กครีมสดเจมาให้จากพารากอน อร่อยลืมตายทีเดียว)
 
 
แถมยังได้อาบน้ำวันละสี่รอบอีก อันนี้ถูกใจที่สุด(หมายเหตุ ชาติที่แล้วผู้เขียนเกิดเป็นชิสุกะ ชาตินี้เลยชอบอาบน้ำเป็นชีวิตจิตใจ)
 
 
หากแต่สิ่งที่ตามมาคือ "ความรับผืดชอบ"
 
รับผิดชอบตัวเอง โดยการรับผิดชอบต่อการเรียน เพื่อไปรับผิดชอบชีวิตคนไข้
 
 
ความเป็นหมอ(จริงๆ) ค่อยๆคืบคลายเข้ามาครอบงำชีวิตแล้ว
 
 
หลังจากที่เรียนร่างกายอันปกติ ก็มาดูความผิดปกคิ
 
 
หลังจากตรวจร่างกายอันสมบูรณ์เพียบพร้อมกันเองเล่นๆ ก็มาตรวจร่างกายคนไข้จริง ที่หลายๆคนใกล้จะตายจริงๆ
 
 
ที่เห็นแล้วรู้คำตอบที่ค้นหามานานว่า "อะไรคือชีวิต"
 
 
 
จะมีอะไรสำคัญไปกว่าสิ่งอันเป็นที่หวงแหนของทุกคนสิ่งนี้อีกหรือ
 
 
 
...
 
 
ผมยังคงจำวาทะของอาจารย์ผู้สอนวิชาวัสดุศาสตร์ที่ต.อ.เคยพูดเอาไว้ได้อย่างแม่นยำว่า
 
"ถ้าตอนนี้คะแนนซื้อเธอได้ ต่อไปเธอจะถูกซื้อด้วยเงิน"
 
ความคมของประโยคนี้บาดใจของผมทุกครั้งที่เห็นภาพคนบางคนกำลังขายเพื่อนหรือแม้แต่ศักดิ์ศรีของตัวเพื่อแลกคะแนน
 
 
หวังว่าสักวันเขาจะรู้จักประโยคนี้
 
 
หรือบางที อาจจะเป็นเพราะตัวผมเองที่ไม่เข้าใจ"ชีวิต"จริงๆก็ได้
 
 
 
 
 
 
9月27日

shindo อัจฉริยภาพ

วันว่างอีกวันของผม...
 
ไปดูหนังที่เล็งไว้มานาน Shindo ชื่อไทย ก้องเพลงรักเพื่อสองหัวใจ(บรื๋ย...)
 
 
 
 
เหตุผลไม่ได้มีอะไรมาก เพราะว่าติดใจนางเอก(ริโกะ นารุมิ) มาจากซีรีส์ 1 litre of tear ซึ่งเธอได้รับบทเป็นน้องนางเอก ที่ผมประเมินว่าเป็นคนที่เล่นดีที่สุดในเรื่อง
 
 
พระเอกก็ไม่ใช่ใครอื่น เล่นซีรีส์เรื่องเดียวกันมาในบทอดีตกิ๊กนางเอก แต่มาดังในบทแอล จากเดธโน้ต
 
 
หนังเรื่องนี้ เนื้อเรื่องไม่ได้จัดจ้านหวือหวาแต่ประการใด แต่ว่ากินลึกเข้าไปในหัวใจคนเล่นดนตรีอย่างยิ่ง
 
 
ใครที่เคยฟังเพลงของบาคย่อมรู้ว่า เป็นร้อยกรองที่วิจิตรพิสดารแบบบารอคคือ มีการสอดทำนองหลายชั้นเเบบโพลีโฟนิก(เหมือนริงโทน?)อันเป็นไอเดียให้คุณโมสาร์ทแกไปทำโอเปร่าขลุ่ยวิเศษเป็นเรื่องเป็นราวจนดังระเบิดระเบ้อในภายหลัง(พูดซะเหมือนรู้ดี ก็รู้อยู่แค่นี้หละ)
 
 
และเพลงของบาคก็ถูกนำมาใช้ในเรื่องนี้(คิดว่าใช่นะ ถ้าไม่ใช่ก็หน้าแตกไปตามฟอร์ม) ฟังเสียงเปียโนแล้วใจมันครึ้มจริงๆ ความ"ไหว"มันไม่เข้าใครออกใคร
 
 
คนที่เล่นดนตรีด้วยความรู้สึกจริงๆ นักดนตรีย่อมประเมินออก สิ่งใดที่ทำด้วยใจ คนมีหัวใจย่อมเข้าถึง
 
 
ต่างคนต่างความมุ่งมั่น มีแม้ความรักในตัวบุคคลจะไม่เป็นไปตามความคาดหมายแต่ความรักในดนตรียังเปี่ยมล้น
 
เพราะทั้งสองใช้เวลาผูกพันกันด้วยสิ่งนี้
 
 
นางเอกเป็นคนวีนๆเพราะมีปมชีวิตมาตั้งเเต่เด็ก รับความกดดันมามาก ปมนี้เองที่ทำให้เธอได้สัมผัส ความรัก และผิดหวังกับมัน(ในหลายเรื่อง) จนใช้มันขับเคลื่อนไปสู่อารมณ์ทางดนตรีที่เป็นขั้นสุด
 
 
เรื่องนี้ไม่ได้ซ้ำซากเหมือนหนังดนตรีเรื่องอื่นๆสักทีเดียว ผมว่าได้ฟีลเรื่องความรักในอีกรูปแบบที่พระเอกไม่ต้องเป็นแฟนกับนางเอก ทั้งเขายังมีแฟนอยู่แล้วอีกตั้งหาก เรื่องเลยออกมาเศร้านิดๆแกมอบอุ่น
 
 
แถมด้วยความจริงที่ชีวิตจะต้องพบเจอทั้งในฐานะนักดนตรีและนักเรียน
 
 
 
...เราผ่านมันมาไกลเหลือเกินแล้วสินะ...
 
 

 
 
 
 
9月22日

ภารกิจเสร็จสิ้น แต่การยุทธไม่มีวันสิ้นเสร็จ

หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้
 
เบิ๊ด "พี่ครับ ถ้าพี่ยังเมตตาผม เรียกผมไปอัดเทปเถอะครับ ต่อไปผมจะไม่มีวันว่างไปชั่วชีวิต(การเรียน)แล้วนา"
 
พี่น้อง "เออ รับไว้พิจารณา เดี๋ยวจะเอาไปคิดๆดูก่อน"
 
 
 
 
สองอาทิตย์ก่อนหน้านี้
 
พี่น้อง" คอนเฟิร์มประชัน วันที่ยี่สิบเอ็ด"
 
เบิ๊ด"นั่นผมเพิ่งสอบเสร็จนิ"
 
พี่น้อง"จะอัดไหม"
 
เบิ๊ด"..."
 
(เอาวะ หมดเวรหมดกรรมกันไป)
 
 
 
 
 
หนึ่งอาทิตย์ก่อนหน้า
 
เบิ๊ด"ได้คนแข่งกะผมรึยังครับ"
 
พี่ปอย "ยังไม่ได้ค่ะ แต่ครูมืดไม่ว่าง เปลี่ยนกรรมการ"
 
เบิ๊ด(ฉ.ห.ละสิ พวกกรูหาย) "เป็น?"
 
พี่ปอย "อ.กาญจนา"
 
เบิ๊ด"อ.กาญจนา นาคสกุล?"
 
พี่ปอย"ค่ะ"
 
เบิ๊ด "ฉิบหาย..."
 
พี่ปอย "...(อึ้งด้วยความงง)..."
 
 
(ข้อมูลดิบ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดอกเตอร์กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต เป็นผู้อำนวยการเขียนพจนานุกรมในปัจจุบัน และมีชื่อเสียงด้านความรู้ ความเนี้ยบอย่างยิ่งยวด)
 
 
 
สามวันก่อนหน้า
 
พี่ปอย"ได้ตัวคนเเข่งด้วยละนะ แต่พี่น้องไม่ให้บอก"
 
เบิ๊ด "ใครอะครับ ใบ้ๆนิดนึง"
 
พี่ปอย "น้องเบิ๊ดรู้จัก อยู่อักษรศิลปากร"
 
เบิ๊ด "พิมพ์?"
 
พี่ปอย"ไม่ใช่"
 
เบิ๊ด "น้องออม?"
 
พี่ปอย "เออ"
 
เบิ๊ด "...ฉิบหาย!!..."
 
(น้องออมเป็นนักกลอนรุ่นน้องที่เก่งกาจอย่างน่ากลัว)
 
 
 
 
จนในที่สุดวันนี้ก็มาถึง
 
 
อ.กาญจนา เป็นคนน่ารัก พูดจาดีมีเหตุผล และใจกว้างมาก
 
ส่วนน้องออม ยังคง"เเรง" เหมือนเดิม
 
 
 
การแข่งขันก็ดำเนินไปจนจบ
 
 
และ
 
 
 
 
...
 
 
อ้อมกอดจากคุณหญิงอรฉัตร
 
 
สัมผัสมือจากอ.กาญจนา
 
 
คำชมและรอยยิ้มจากอ.แม่
 
.........
 
 
 
พี่เท่ง พี่ท้อด พี่ธง สามพิธีกรและไฮเนเก้นคนละกระป๋อง
 
เบิ๊ดและไฮเนเก้นอีกหนึ่งกระป๋อง
 
 
"เชียร์สฺ!!!!!!!!!!"
(อ้าว รายการวัฒนธรรมไทยเจือกไม่พูดไชโย บาปจริงๆเลยนะกรู)
 
 
 
หลังอัดเสร็จ
 
 
 
...พี่ๆทีมงานบอกว่า แชมป์เก้าสมัยเเข่งต่อได้นะคะ ไม่ตัดสิทธิ์...
 
 
 
 
 
 
การยุทธไม่มีวันสิ้นเสร็จแล้วละนี่.......
 
 
 
 
8月21日

รับร่าง

 
 
เขียนก่อนวันลงประชามติสองวัน
 
ที่ยืนยันเพราะตั้งใจจะให้รับ
ที่สำทับเพราะไม่ชอบตอบคำถาม
ที่เน้นหนักบางข้อเพราะได้ความ
ที่มองข้ามเพราะบางเรื่องเปลืองประเด็น
 
ที่หลายส่วนใครวิตกว่าบกพร่อง
ที่นี่จ้องเท่าไรก็ไม่เห็น
ที่วางหมากมากทางอย่างเยียบเย็น
ที่อ้างเหตุจำเป็นจงเห็นใจ
 
 
ที่กล่าวหาว่าปูทางสร้างอำนาจ
ที่เปิดช่องก็เพื่อชาติเป็นข้อใหญ่
"ที่ผ่านมาผลงานเด่นเป็นเช่นไร
เราคนไทยขอสิทธิ์คิดได้เอง"
 
 
 
...
 
 
 
 
ที่ต่อต้านเพราะอำนาจขาดสะบั้น
ที่ยังรั้นเพราะสังคมถูกข่มเหง
ที่ประท้วงเผด็จการไม่หวั่นเกรง
ที่ปากเก่งเพราะว่ากล้าจะท้าทาย
 
 
ที่ชักนำชี้นำสูตรสำเร็จ
ที่จริงเท็จก็ประจักษ์ว่ามักง่าย
ที่ปลุกปั่นบั่นทอนบ่อนทำลาย
ที่มุ่งหมายคืออะไรก็ไม่รู้
 
 
ที่จะคว่ำเพื่อถวายคนไกลบ้าน
ที่พร้อมโค่นเผด็จการอย่างนักสู้
"ที่เขมือบไปเท่าไรให้ตรองดู
เคยอดสูบ้างไหมหรือไม่เคย"
 
 
 
 
...
 
 
 
 
เหมือนคนนอกทั้งที่ดูอยู่เมืองไทย
เขาสู้กันสะใจไงละเหวย
ถามองค์พ่อจตุคามตามที่เคย
พ่อท่านเอ๋ยรับร่างไหมหรือไม่ดี
 
 
ข้างหนึ่งโหมเชิญรับร่าง(เชิงบังคับ)
อีกข้างกลับจ้างให้คว่ำทำไงนี่
ร่างเล่มเหลืองที่ยังวางหลังทีวี
อ่านกี่ทีก็เมาเมาไม่เข้าใจ
 
 
ที่ป่าวร้องให้รับร่าง-ไม่รับร่าง
เหลืออีกอย่างยังคงคิดสงสัย
 
หลังสิบเก้าสิงหานี้มีไหมใคร
ช่วยรับร่างประเทศไทยที่ตายฟรี
 
8月9日

just the way u r

มีช่วงหนึ่ง รู้สึกตัวเองว่า การเรียนเข้ามาแทรกแซงจนเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิต
 
 
ตอนนี้กลับกัน รู้สึกว่า โดนความว่างหล่นทับ เพราะเวลาเรียนช่างว่างเสียนี่กระไรไปถึงสองอาทิตย์เต็มๆ!!!!!!
 
 
จำต้องไปดูหนังวันละสองเรื่องที่เฮ้าส์ ซึ่งเอาหนังเก่าๆดีๆ ทั้งที่เคยพลาด และอยากซ่อมอยากซ้ำมาฉายใหม่
 
 
เช่นวันนี้ ไปดู waiting for the clouds(หนังที่อยากดู) และ Always(รอบที่เท่าไรจำไม่ได้)
 
 
สำหรับ Always รอบนี้ได้บรรยากาศเป็นพิเศษ มีคนญี่ปุ่นอยู่ครึ่งโรง
 
 
ญี่ปุ่นร่ำน้ำเนตรถ้วม ถึงพรหม กันเลยทีเดียวเชียว
 
 
(จะว่าไปก็ทุกคนทุกชาตินั่นหละ ผู้ชายก็เดินออกมาตาแดงกันเป็นแถวๆ ส่วนผู้หญิงยังไม่หยุดสะอื้นกันซะมาก)
 
 
 
ถือเป็นโครตหนังในอันดับอีกเรื่อง
 
 
กะจะต่อด้วย Happy Endings แต่สำเหนียกได้ว่าเพิ่งดูไปเลยกลับบ้าน
 
 
พร้อมกับคิดถึงเพลงประกอบที่ได้ใจสุดๆ Just the Way You Are
 
 



Don't go changing, to try and please me
You never let me down before
ไม่จำเป็นต้องเอาใจไปทุกสิ่ง

บอกจริงจริง...ไม่เคยคิดว่าผิดหวัง

Don't imagine you're too familiar
And I don't see you anymore
อย่าน้อยใจจนหัวใจไร้กำลัง

ที่บางครั้งฉันเคยดูเฉยชา

 
 
I wouldn't leave you in times of trouble
We never could have come this far
เราจะไม่ทิ้งกันแม้วันไหน
เพราะเคยได้ร่วมเหนื่อยหนักมานักหนา

I took the good times, I'll take the bad times
I'll take you just the way you are
เคยร่วมสุขพร้อมร่วมทุกข์ทุกเวลา
เพียงเพราะว่าเธอคือเธอไม่ใช่ใคร
 

 
Don't go trying some new fashion
Don't change the color of your hair
ไม่ต้องตามกระแสตามแฟชั่น
เธอน่ารักอยู่ทุกวันนั่นแหละ...ใช่


You always have my unspoken passion
Although I might not seem to care
ถึงฉันอาจดูละเลยไม่ห่วงใย
แต่อย่างไร...รักนี้มีอยู่จริง
 

I don't want clever conversation
I never want to work that hard
ไม่ต้องพูดคำใดให้มากมาย
พูดง่ายง่ายก็เข้าใจได้ทุกสิ่ง


I just want someone that I can talk to
I want you just the way you are.
ฉันต้องการคนรักให้พักพิง
คือผู้หญิงคนนี้ที่เป็นเธอ

I need to know that you will always be
The same old someone that I knew
และฉันอยากได้ฟังจากเธอว่า
จะสัญญาเป็นคนเก่าอยู่เสมอ

What will it take till you believe in me
The way that I believe in you.
ตราบที่เรายังเชื่อใจไม่พร่ำเพ้อ
เชื่อในเธอเชื่อในฉัน...เรามั่นใจ

I said I love you and that's forever
And this I promise from the heart
เคยบอกรักก็ยังรักอยู่อย่างนั้น
จะกี่วันคืนผ่านนานเพียงไหน

I could not love you any better
I love you just the way you are.
จะให้รักมากกว่านี้ได้อย่างไร
โปรดรู้ไว้...รักเท่านี้...มีคนเดียว
 
 
 
ขอให้เพลงJust the Way You Are เป็นเพลงประจำวันแม่ปีนี้ละกันครับ  
 
 
 
 

7月18日

ปัญหาทางภาษา

 
 
 
 
สัมภาษณ์...
 
 
วันหนึ่งมีโทรศัพท์ลึกลับโทรมา บอกว่า
 
"พี่ชื่อพี่บอยนะครับ จากรายการทีเคพาร์ก อยากจะสัมภาษณ์น้องเบิ๊ดออกรายการทีเคทีน ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้...บลาๆๆๆ..."
 
 
"เอ่อ... ไม่ว่างครับ"(ตอบแบบไม่คิด)
 
 
 
"ขอคิวมาเลยครับ เอาวันไหนก็ได้ ขอให้มานะครับ เพื่อ...บลาๆๆๆๆๆ..."
 
 
 
 
 
"...(ฉ.ห. จะเอาอะไรล่ะ ไปให้ก็ได้วะ)อ่ะ ก็ได้ครับ"
 
 
ตกลงก็นัดกันเรียบร้อย
 
 
คือต้องโดดเรียนไปให้สัมภาษณ์ถึงมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งแถวแจ้งวัฒนะที่มีเรือนไทย
 
 
ช่วงนี้บ้านซ่อม เลยเอารถจากบ้านนอกมาใช้ไม่ได้ ผลคือต้องตรากตรำนั่งแท็กซี่ไปให้สัมภาษณ์
 
โดยพิธีกรเป็นผู้หญิงน่ารัก แอ๊บแบ๊วคนหนึ่ง(แอบเกินๆ รั่วๆ) 
 
 
 
 
คำถามตามสคริปต์เป็นแนวยัดเยียดการอนุรักษ์การเขียนกลอน
 
 
 
ถ้าคนมันไม่เขียนจะไปยัดเยียดเพื่อ!!!!!!!!!!!!!!!!!
 
 
ช่างมันสิ เหมือนเราไม่ชอบกินผัก เราก็กินกากใย วิตามินอย่างอื่นแทนได้ถมเถไปใช่มะครับ
 
 
 
ปัญหาอื่นทางภาษาที่น่าห่วงกว่านี้มีมากมาย
 
ที่สำคัญในตอนนี้ก็คือ คำว่า"พูดตรง"
 
ผมไม่ชอบคำนี้เลยเพราะคนส่วนมากมักใช้มันเป็นเกราะป้องกันตัว ในหลายๆโอกาส
 
คำว่าพูดตรงที่ว่านี้ ไม่ใช่การพูดตรงกับความจริง แต่เป็นการพูดตรงกับใจที่คนพูดคิดเห็น โดยไม่ได้นึกถึงใจคนฟังซะเท่าไร
 
หลายคนใช้คำว่าพูดตรงก่อปัญหาใหญ่ๆมามาก เพื่อต้องการทำอะไรตามใจตัวเอง
 
 
แต่ก็ดีเหมือนกัน ทำให้เราได้เห็น"ธาตุ" ของเขาได้ง่าย โดยไม่ต้องอะนาไหลส์ใดๆเลย
 
 
เอ้อ...เพ้อเจ้อไปนาน ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ไปอย่างที่ใจอยากพูด(ตรงๆ)หรอกครับ สคริปต์เค้ามีแนวทางอยู่ชัดเจน (รักภาษาไทย มาเขียนกลอนกันเถอะ!!! ช่วยกันก่อนมันจะสูญหายไป--- ภาษาไทยของกูไม่ได้น่าสงสารขนาดน้านนน รู้ไว้ด้วยนะครับ)
 
ออกอากาศเมื่อไหร่ ไม่บอกหรอก มันฮาเกินทน...
 
 
วันนั้นกลับไปเรียนด้วยความเซ็ง (รายการมันไม่ให้ค่าตัวซะด้วย ของขวัญสักชิ้นยังไม่มีเลย ขอบคุณนะ สงสัยคิดว่าพ่อกูเป็นแท็กซี่จะได้นั่งฟรี)
 
 

 
พอไปถึงคณะไอ้ปิงทักว่า "เอ้อ เดี๋ยวนี้เมิงหน้าเหมือนไฮโซ"
 
"ใคร?"
 
"ตุ๊ดที่เป็นเพื่อนมดดำ ที่เป็นเจ้าน่ะ"
 
"..."
 
 
เอ้อ...ขอบคุณนะครับ อันนี้พูดได้ตรงมาก เป็นความโดดเด่นทางภาษาทีเดียว- -"
 
 
6月26日

วันสุนทรภู่

 
 
 
โอ้อาลัยใจหายไม่วายห่วง
 
ด้วยเกิดล่วงร้อยปีที่สืบสาว
 
ไม่ทันอาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว
 
ผู้นำก้าวทางคำกำจรทาง
 
เดือนช่วงดวงเด่นฟ้าดาดาวโชติ
 
ยังเเจ่มโรจน์เจิดจรุงจนรุ่งสาง
 
คงตรึงฟ้าวาบไสวไม่เว้นวาง
 
และตรึงกลางใจไทยไม่เว้นวาย
 
รอยจารึกบนใบลานของท่านภู่
 
คือลมปากหวานหูมิรู้หาย
 
สุดลึกล้ำเหลือกำหนดบทภิปราย
 
สื่อความหมายมากสิ่งยิ่งแนบเนียน
 
มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน
 
หนึ่งรักอ่านสองรักจำมาร่ำเขียน
 
จนเติบใหญ่ยิ่งยวดได้บวชเรียน
 
ยังพากเพียรเลียนถ้อยรอยทางกลอน
 
ปิดเซ็นคิดมู่ซาเคราฒู่ไม่
 
เพราะยากใครเทียบศักดิ์ทางอักษร
 
บ้างชมป่าช้าปี่ทีละคร
 
คือสุนทรแห่งโวหารตระการไกล
 
ทุกคำกลอนโคลงกาพย์ซาบซึ้งค่า
 
ด้วยพันผูกเพียงว่าเลือดตาไหล
 
สำเนียงวังเวงแว่วแจ้วจับใจ
 
คุ้นเคยหูคนไทยไม่เว้นคน
 
 
 
กี่ร้อยปีที่นิราศจากแหล่งหล้า
 
ก็เหมือนว่ายังอยู่ใกล้ไปทุกหน
 
แม้แต่เหล่าเทวัญชั้นเบื้องบน
 
คงได้ยล...นิราศสวรรค์ชั้นกวีฯ
 
6月25日

Do it or die...

 
 
อยากเป็นหมอไหม?
 
 
 
คำถามซ้ำซากที่ผู้ใหญ่เพียรถามซ้ำซากตอนเป็นเด็ก...
 
 
 
 
 
 
ตอนนี้... คำถามนี้กำลังกลับมาหลอกหลอนตัวเอง โดยตัวเอง...
 
 
 
 
 
 
 
 
เบิ๊ด: อยากเป็นหมอไหม?
 
เบิ๊ด: ...
 
 

 
 
..จบบริบูรณ์..
 
5月22日

What is life?

ในวันที่แสนน่าเบื่อของช่วงใกล้สอบ ผมออกไปRCA
 
 
ไม่ได้ไปเที่ยวนะครับ ไปดูหนังที่เฮ้าส์ เพราะมันไม่ฉายโรงอื่น(ตามเคย) มันคือหนังญี่ปุ่นเรื่อง
 
memories of matsuko(ชื่อไทย:อพาร์ตเม้นท์คุณป้า-ผู้เขียนตั้งเอง)
 
 
 
 
 
ไม่มีเพื่อนรู้จัก ไม่มีเพื่อนยอมไปดู(เพราะเห็นว่ามันแปลกและไม่ใช่หนังในกระแส) จึงจำต้องไปกับพี่สาวทั้งสองคนที่ใฝ่ใจดูหนังประมาณอย่างนี้เหมือนกัน
 
 
 
ขอปูเนื้อเรื่องคร่าวๆดังนี้คือ
 
 
ชายหนุ่มอกหัก โดนพ่อใช้ให้ไปเคลียร์อพาร์ตเม้นท์(ของ)คุณป้า(พี่สาวพ่อ)ที่ถูกฆาตกรรมอย่างไม่รู้เบาะแส โดยพ่อให้ข้อมูลว่าป้าเป็นผู้หญิงไม่ดี แต่ว่า เมื่อเขาไปยังที่อยู่ดังกล่าว เขาก็ได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับป้าหลายๆอย่างที่ไม่มีใครในครอบครัวรู้ หรือแม้กระทั่งตัวคุณป้าเอง ภายในเวลาสั้นๆนั้น
 
จะขอกล่าวถึงในหลายๆแง่ ดังจะแยกแยะประเด็นคือ
 
๑.ตัวหนัง
 
เป็นหนังเชิงมิวสิคัลที่ค่อนข้างดีงาม ใช้เพลงได้ตัดหรือคล้อยตามกับอารมณ์อย่างลงตัว ภาพมุมกล้องสวย สีสวย หลายๆภาพล้วนเป็นสัญลักษณ์ที่ชักนำอารมณ์ให้คิดคำนึงไปถึงเรื่องต่างๆอันสอดคล้องกับชีวิตประจำวันของแต่ละปัจเจกได้อย่าง"เนียน" และไม่ยัดเยียด ทำให้สองชั่วโมงครึ่งนั้น ผมลืมปวดฉี่- -"
 
จึงควรค่าแก่รางวัลที่ได้มามากมายอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ก็เป็นด้วยเพราะคุณเท็ตสึยะ ผู้กำกับที่แกป็อปแอนด์อาร์ตได้ถึงพริกถึงขิง มันสมองของแกคงจะมีรสจัดมาก(หากจะลองชิม)จึงทำได้เช่นนี้
 
 
๒.ตัวผม
 
ตลอดเวลาที่ดูอยู่ หนังสามารถควบคุมสมาธิของผมไว้ได้อย่างเข้มเเข็ง เนื่องจากเหตุผลในข้างต้น ความละเมียดละไมที่ตั้งใจแต่ไม่จงใจทั้งหลาย จึงพรั่งพรูกันเข้ามาจู่โจมหัวใจ ทำให้คนหยาบกร้านอย่างผมไม่อาจต้านทานความรู้สึกต่างๆได้เช่นเดียวกับคนทั้งโรง
 
มัทสึโกะ เป็นคนอาภัพที่ถูกคนรอบข้างหลายๆคนพิพากษาว่าเธอไร้ค่า เธอเองก็คิดว่าเธอไร้ค่า ด้วยเธอมีคำถามไว้ถามตัวเองเมื่อชีวิตต้องประสบความล้มเหลวเสมอว่า "what is life?" และ "why?"
 
แต่มัทสึโกะไม่เคยหยุดต่อสู้ และไม่เคยสิ้นหวัง แม้นาทีสุดท้ายของชีวิต
 
 
มัทสึโกะคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่า เพราะเธอตายไปเสียก่อนที่จะได้ยินประโยคที่ว่า"คุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ว่าได้รับมาเท่าไร แต่อยู่ที่ได้ให้ไปเท่าไร"
 
ไม่ทันได้ฟังคนรักของตัวเองบอกว่า"เมื่อหลวงพ่อบอกว่า พระเจ้าคือผู้ให้ และรักอย่างไม่มีเงื่อนไข เช่นนั้น มัทสึโกะก็คือพระเจ้า"
 
 
 
แต่ทุกอย่างก็สายเกินไป...
 
 
 
หนังเรื่องนี้กำลังสั่งสอนอะไรบางอย่างแก่ผมอีกแล้วสินะ
 
 
 
 
ความขัดแย้งของความตลกและความเศร้าที่นำเสนอ เป็นความงามอย่างประหลาด สิ่งเหล่านี้สะกิดส่วนลึกๆที่อยู่ภายในใจทุกคนให้ซาบซึ้ง ดื่มด่ำ และเข้าถึงสารที่ผู้ผลิตนำเสนอได้โดยวิถีทางส่วนตัวอย่างไม่บังคับและสละสลวย รื่นรมย์ไปกับเสียงเพลงที่แทรกเข้ามาตลอด
 
 
 
สำหรับผมเอง ไม่ได้ร้องไห้หรอกครับ แต่จุกซะมากกว่า เพราะความอึ้ง ความซึ้ง ความตลกมันโถมทับจนชวนให้คิดไปถึงไหนต่อไหน...อยากร้องไห้ออกมาซะดีกว่า ทำไมไม่ร้องก็ไม่รู้สินะ
 
 
 
 
 
เชิญชวนให้ไปดูกันนะครับ เท่าที่เขียนนี่แค่หลักใหญ่ใจความ ไม่สปอยล์
 
 
 
 
 
ดูแล้วเผื่อจะคิดอะไรเตลิดเยอะแยะอย่างผม แต่ที่ว่าคิดอะไรได้นั้น อันนี้ไม่บอกหรอกครับ...เดี๋ยวก็รู้
 
 
 
 
 
ป.ล.ผมไม่ใช่เด็กแนวนะครับ เพราะยังดูหนังคุณทาเคชิไม่ค่อยรู้เรื่อง 
 
4月30日

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ...

 

 

ข้อเท็จจริงที่ศิลาไม่จารึก

หากผนึกในสันดานแต่กาลไหน

ศาสนาพุทธประจำชาติประกาศไทย

รู้แก่ใจอยู่ไม่คลายหลายร้อยปี

 

ไม่ว่าคริสต์อิสลามหรือพราหมณ์แขก

ใช่แปลกแยกนับเป็นไทยไว้ทุกที่

ความขัดแย้งแผ่ขยายหลายวิธี

พุทธยังมีความเป็นพุทธมีจุดยืน

 

กระแสพุทธถักทออย่างต่อเนื่อง

แม้บ้านเมืองผันแปรกระแสอื่น

ไทยยึดความเป็นพุทธไว้เป็นพื้น

มีแตกตื่นเวทไสยในบางที

 

นับหมื่นวัดโดดเด่นเป็นหลักฐาน

นับแสนบ้านมีโต๊ะหมู่ชูราศี

นับล้านคอมีพระคล้องเป็นของดี

แต่ล้านใจยังไม่มีวิถีธรรม

 

แก่นของพุทธคืออะไรใครก็รู้

คือไปสู่เหนือโลกย์พ้นตกต่ำ

สู้มารภัยขจัดบาปหยาบระยำ

สู้ใจตนเป็นประจำชำนะตน

 

มิใช่สู้เพื่อกระพี้ไม่มีแก่น

เพื่อสมแค้นสะใจไร้เหตุผล

เพื่อสนองความเห่อที่เปรอปรน

เพื่อบางคนเพื่ออะไรก็ไม่รู้

 

ทัพผ้าเหลืองดื่นตาหน้าทำเนียบ

ก็ปานเปรียบปลวกมดชวนอดสู

กิจของสงฆ์หรือไม่ไตร่ตรองดู

มากินอยู่จำวัดบัดสีตา

 

หากสงฆ์คือนาบุญค้ำจุนโลก

บรรเทาโศกเผยพระธรรมอันล้ำค่า

ย่อมพระศาสน์งามเด่นเป็นอัตรา

ด้วยศรัทธาชนพร้อมน้อมเคารพ

 

แม้เรียกร้องสมใจในครานี้

ก็เห็นทีปัญหาใหญ่ยังไม่จบ

ศาสนาประจำชาติประกาศครบ

แต่บัดซบแหว่งวิ่นสิ้นศรัทธา

 

จะบัญญัติหาอะไรไร้แก่นสาร

ยิ่งเป็นการประจานตัวกันทั่วหน้า

ถ้าเมืองพุทธเหลวไหลไร้ปัญญา

เพราะพระมา"ม็อบกิเลส"แทนเทศน์คน

 

มองต่างแง่แก้ปัญหาอย่ารุ่มร้อน

ยึดคำสอนพุทธธรรมย้ำเหตุผล

เป็นผู้นำเป็นต้นแบบอย่างแยบยล

ประพฤติตนให้เหมาะก่อนจะสอนใคร

 

แม้มิอาจบัญญัติคำ ประจำชาติ

พุทธศาสน์ก็ไม่เสื่อมความเลื่อมใส

เมื่อมีสงฆ์ ประจำวัดขัดเกลาใจ

ย่อมคนไทยมีธรรม ประจำตน

 

4月24日

นิทานอิสป?

 

ท่านชัย บก.หนังสือรับน้อง ได้วานให้ผมเขียนบทความที่มีคติสอนใจมาหนึ่งชิ้นงาน ผมจึงได้เขียนนิทานเรื่องนี้ขึ้นมา พอดีได้นำมาขัดตาทัพจังหวะที่ไม่มีอะไรจะอัพบลอก เชิญอ่านตามอัธยาศัย...

 

 

 

 

กระต่ายกับเต่า

ngonggoothebyrd

 

                หลังจากเหตุการณ์ที่เจ้าเต่าน้อยได้คืบคลานเข้าเส้นชัยอย่างแช่มช้าสง่างาม จนชนะกระต่ายผู้ประมาทหลงระเริงในความเร็วของตัวเองได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง ชื่อเสียงเกียรติคุณของมัน ก็เป็นที่ยกย่องเลื่องลือ ได้รับการจารึกเป็นนิทานให้มนุษย์ทั่วโลกใช้สอนลูกสอนหลาน จนกระทั่งเจ้าหญิงแสนสวยแห่งเมืองหนึ่ง เลือกที่จะขอจูบมันแทนเจ้าชายกบ พ่อแม่ของเด็กเลี้ยงแกะ อ้อนวอนให้มันไปเฝ้าแกะแทนลูกขี้ปดมดเท็จของตน หรือแม้กระทั่ง ฝูงกบเลือกนาย ยังได้พากันขอให้มันไปครอบครองฝูง

 

...แต่ก็น่าแปลกใจ...เจ้าเต่าปฏิเสธทุกข้อเสนออันทรงเกียรติทั้งสิ้น...

 

                แม้เจ้าเต่าพระเอกของเราจะไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือพิมพ์หรือดูทีวี แต่มันก็พอจะทันสมัยกับเขาบ้าง โดยมันได้อ้างความ พอเพียงอันเป็นกระแสอินเทรนด์ในปัจจุบัน มาชี้แจงว่า มันต้องการจะอยู่ในบึงเล็กๆแห่งนี้ เฝ้าแทะเล็มยอดผักบุ้งอ่อนๆอย่างเรียบง่ายไปชั่วชีวิต

 

ทำให้ทุกคนต้องจ๋อยกลับไป

 

                จนกระทั่งวันหนึ่ง ฝูงอีเก้งและกวางในป่าแถบทิศตะวันออก ได้พร้อมใจกันยึดอำนาจแรดที่เป็นผู้นำของตนเอง ด้วยเหตุว่า เจ้าแรดได้ไปคบค้าสมาคมกับเหล่าเสือและสิงโต จนอาจนำมาซึ่งอันตรายต่อความปลอดภัยในชีวิตและความมั่นคงของฝูงได้ ทำให้ขณะนี้เหล่าอีเก้งและกวางอยู่ในสภาพไร้ผู้นำ พวกมันร้อนใจมาก จึงได้ลองส่งเทียบเชิญไปขอร้องเจ้าเต่าให้มาเป็นจ่าฝูง เพราะกิตติศัพท์ความไม่ประมาทและความเพียรที่เจ้าเต่าได้เคยสั่งสมไว้

 

ตัดกลับมาที่เจ้าเต่า...เมื่อได้รับเทียบเชิญแล้ว มันก็ลังเลใจ...

 

                แน่นอนว่ามันยึดมั่นในหลักการพอเพียง แต่อีกใจหนึ่ง มันก็คิดว่า หากอีเก้งและกวางทั้งหลายซึ่งเปี่ยมไปด้วยความเหลาะแหละจะต้องปกครองตัวเองแล้ว เผ่าพันธุ์ของมันอาจถึงกาลสิ้นสุดไปโดยไม่ยาก สมดุลทางนิเวศวิทยาจะต้องเสียไป โลกจะถึงกาลวิบัติ (ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ...)

 

ถึงเวลาแล้วที่มันต้องยื่นตีนเข้ามากอบกู้สถานการณ์

 

                เจ้าเต่าตัดสินใจตอบรับข้อเสนอ เข้าดำรงตำแหน่งผู้นำแห่งฝูงอีเก้งและกวางอย่างกล้าหาญ เหล่าอีเก้งและกวางจัดงานสมโภชเฉลิมฉลองนายใหม่ของมันเป็นเวลาสามวันสามคืนอย่างสมเกียรติ โห่ร้องระงมท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา สร้างความประทับใจให้เจ้าเต่าเป็นล้นพ้น ในคืนนั้นเอง เจ้าเต่ารู้สึกคันยิบๆตามตัว แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก

               

                ความรื่นเริงได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับลมพัด สิ่งที่กำลังเริ่มต้นคือภารกิจของผู้นำที่เจ้าเต่าได้รับ ซึ่งนับได้ว่าเป็นเรื่องหนักหนาเกินกว่าที่มันจะคาดคิดถึง เพราะปัญหาต่างๆที่เจ้าแรดได้หมักหมมไว้มันมากมายเสียจนมิอาจจะกล่าวในที่นี้ได้หมด(อาจจัดพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือรับน้องเล่มถัดไป หากผู้เขียนพอมีเวลา) 

 

                ที่ปรากฏเด่นชัดก็มีเรื่องที่ฝูงช้างซึ่งเจรจาทวิภาคีเอาไว้แล้ว เข้ามารุกล้ำทุ่งหญ้าเขียวสดอันเป็นแหล่งอาหารหลักของฝูง เรื่องร้านอาหารป่าที่มนุษย์เข้ามาเปิดแถวชายป่า ชอบฉุดคร่าเอาอีเก้งสาวๆไปผัดพริกแกงเป็นเมนูเด็ด แต่ทุกเรื่องก็ยังไม่น่ากลัวเท่าสายตาที่มีแววชั่วร้ายของเสือและสิงโต ซึ่งมุ่งจะครอบงำฝูงทุกวิถีทาง โดยมีกระบวนการที่เร้นลับ เกินสติปัญญาของเจ้าเต่าผู้มีแต่ความไม่ประมาทจะคาดเดาได้ ...

 

ในตอนนี้ หากผู้อ่านทุกท่านจะลองมองความเป็นไปในฝูงอีเก้งและกวาง ก็จะพบได้ว่าเกิดความระส่ำระสายไปทั่ว อีเก้งรุ่นๆยังคงหายตัวไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ ลูกกวางเที่ยวเล่นเหลวไหลไปกับฝูงลิง ทุ่งหญ้าซึ่งเป็นแหล่งอาหารกลายเป็นสีน้ำตาลแห้งกรังไม่เหลือความเขียว เสือสิงห์เข้ามาแทรกแซงกิจการต่างๆภายในฝูงจนเกิดความวิบัติฉิบหายทุกหย่อมหญ้า ฝูงอีเก้งและกวางค่อยๆถูกสิงโตกินไปทีละตัวสองตัวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยที่เจ้าเต่ายังคงดันทุรังจัดการกับปัญหาด้วยสติปัญญาน้อยนิดอันกำกับความเพียรที่มันภูมิใจเป็นหนักหนา ความหนักใจอย่างเดียวของมันในขณะนี้คือ มันรู้สึกได้ว่าเริ่มมีอะไรงอกออกมาจากหัวของมันสองข้าง

 

ตอนนี้...ความเคารพตัวเองของเจ้าเต่า พุ่งสูงจนเกินกว่าใครจะรั้งอยู่เสียแล้ว...ฝูงอีเก้งและกวางบางส่วน เข้ามาทัดทานวิธีการปกครองของเจ้าเต่า แต่มันก็ไม่ใส่ใจ พลางเสียขนปุยๆขาวๆที่งอกขึ้นมาใหม่ตามกระดองอย่างใจเย็น  แม้แต่บางครั้ง สโนว์ไวท์ผู้เลอโฉมเข้ามาเก็บดอกไม้ในป่า แวะมาคุยอะไรด้วยเล็กน้อย  เจ้าเต่าก็กระโดดหนีไปเสียดื้อๆ

 

               

 

 

                 ตัดกลับไปที่กระต่ายตัวที่วิ่งแข่งกับเจ้าเต่า... มันเพิ่งตื่นขึ้นมาตรงลู่วิ่ง พร้อมกับได้รับข่าวดีว่า มีสมาชิกเพิ่มเข้ามาในสายพันธุ์ของมันอีกหนึ่งตัว ไม่ใช่ใครอื่นไกล ...เจ้าเต่านั่นเอง ทางสมาคมกระต่ายสากลได้จัดงานรับน้องใหม่ให้เจ้าเต่า(กระต่ายน้อย) พร้อมทั้งมอบหมายหน้าที่ให้มันไปท้าเต่าวิ่งแข่ง สร้างวงจรชนิดนี้ต่อไปไม่รู้จบสิ้น

 

                นิทานเรื่องกระต่ายกับเต่าของอิสป มนุษย์เล่าให้ลูกหลานฟังก่อนนอนเพื่อเป็นคติสอนใจ  แต่เรื่องกระต่ายกับเต่าของผู้เขียนเรื่องนี้ เป็นนิทานที่เสือและสิงโต เล่าให้ครอบครัวฟังอย่างสนุกสนานครึกครื้นบนโต๊ะอาหารที่มีซากอีเก้งและกวางวางเกลื่อนเต็มโต๊ะ...

 

 

 

 

 

 

 
 
 
 
4月11日

จู๋...ใครคิดว่าไม่สำคัญ

อย่าได้ตกใจไปว่าผู้เขียนเรื่องนี้ลามกจกเปรตแต่ประการใด หากจะขอระบายความคับแค้นใจส่วนตัวเท่านั้น
 
 
ใครชอบดูหนังอาร์ตบ้างครับ(มีต.เต่าข้างหลังนะครับ อย่าได้ทำตกหล่นไป)
 
 
โดยส่วนตัวแล้วผมชอบดูหนังอาร์ตของจีน เกาหลี และญี่ปุ่นที่ชอบที่สุด ส่วนของไทยไม่ค่อยมีให้ดู
 
นั่นแหละๆๆๆ ผมเลยสนใจจะดูหนังอาร์ตของไทยให้รู้อารมณ์และเนื้อแท้ที่คนไทยจะสื่อออกมาได้ ทั้งหนังยาวและหนังสั้นที่เขาทำประกวดกันในหลายโครงการ ก็เป็นที่น่าดีใจว่า ฝีมือเราไม่ได้ต้วมเตี้ยม เพียงแต่ยังไม่ได้ออกสู่สายตาตลาดอย่างกว้างขวางนัก(ในขณะเดียวกัน ผมก็ยังดูหนังตลาดบ่อยๆ โดยไม่ได้ดูถูกดูแคลนหนังตลาดเสมอไปอย่างนักดูหนังอาร์ตหลายๆท่าน)
 
คุณเจ้ยเป็นหนึ่งในนักทำหนังที่น่าชมเชยในฝีมือ
 
สุดสเน่หา เป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่ง(แม้ตอนยังดูไม่เป็นจะแอบง่วงงุน แต่ถ้าพอจะเก็ทแล้วก็จะดื่มความลึกได้ค่อนข้างดีทีเดียว)
 
สัตว์ประหลาด ก็ดูงามอย่างประหลาด เพราะใช้ความลักเพศเป็นสื่อ
 
จนมาถึงแสงศตวรรษ...
 
หนังที่รอดูเพราะมันเกี่ยวกับหมอในโรงพยาบาลชุมชน รวมถึงโปสเตอร์ที่สวยงามเย้ายวนให้ชมอย่างยิ่งยวด
 
 
แต่พลันถูกแบนจากกลุ่มผู้มีอำนาจเหนือจิตใจของผู้บริโภค
 
 
เพราะมีฉาก พระเล่นกีต้าร์ หมอกินเหล้า และ หมอจู๋แข็ง(erection)
 
 
ผมแอบไม่เห็นด้วยกับเหตุผลดังกล่าว จึงขอแจกแจงดังประเด็นต่อไปนี้
 
 
หนึ่ง พระเล่นกีต้าร์
 
โอเคว่ามันผิดศีลข้อ นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
 
ผมยังไม่ได้ดู ก็เลยไม่รู้ว่าเขาจะสื่อมาในแนวไหน แต่คงไม่ใช่แนวยั่วยุให้พระสงฆองคเจ้าลุกขึ้นมาเล่นกีต้าร์กันเป็นอะคูสติก บอยแบนด์กันให้ครึกครื้นละมัง
 
 
สอง หมอกินเหล้า
 
ตามท้องเรื่องเขาว่าหมอแกประหม่า เลยแอบกินนิดนึง เรียกความมั่นใจ แพทยสภาเห็นแล้วกริ้ว เลยเข้ามาจุ้นจ้านประสมโรงกะเขาด้วย ดูแล้วไม่ผิดอีแร้งกับอีกามารุมแทะซากหมาเน่า
 
ขอบอกว่าแพทยสภาควรพิจารณาตัวเองเรื่องเก็บค่าสอบคอมพรีเฮ็นสีฝ ราคาห้าพันบาทเสียก่อนเถิด แดกเงินเด็กน่าอายกว่าแดกเหล้าเยอะนะครับ
 
หมอก็เป็นคน กินเหล้าก็คงจะเป็นมั้งครับ บางทีจะกินเยอะกว่าคนทั่วไปอีก เพราะรวยจัด กินแต่ละทีอย่างต่ำก็แบล็กเลเบล ที่บ่อยๆอาจเป็นบลูกันทีเดียว(ใช่ไหม ไอ้ปั้น)
 
 
สาม หมอจู๋แข็ง
 
 
เขาบอกว่า มันแข็งอยู่ในร่มผ้าน่ะครับ และหนังก็ไม่ได้สื่อไปในเชิงยั่วยุกามารมณ์ซะด้วย ในขณะที่เรื่องอื่นๆก็มีฉากทำนองนี้(แถมยังส่อซะ) แต่ไม่เห็นมีใครออกมาวี้ดว้ายอะไรเลย สรุปแล้ว ต่อม(ความหวาด)เสียวของพวกกองเซนเซอร์นี่มันผลุบโผล่ตื้นลึกได้โลดโผนหลากหลายสถานการณ์จริงๆ
 
 
 
การเอาความจริง ความงามออกมานำเสนอในรูปแบบที่เป็นศิลปะ ถูกตัดรอน
 
ฉากเซ็กส์ดิบๆ คำหยาบคาย หนังกะเทย ตลกลามกโลนๆ มีเกลื่อนเมือง
 
 
 
 
สังคมไทยเรา ไร้เดียงสาต่อสิ่งเหล่านี้จริงๆ ภูมิคุ้มกันต่อความล่อแหลมทางอารมณ์มีค่าที่ต่ำน่าใจหาย เพราะเราขาดปัญญากำกับใช่หรือไม่ จึงต้องมีการเซนเซอร์ที่งมงาย ไร้มาตรฐานเยี่ยงนี้
 
ตราบใดที่คุณเจ้ยไม่ใช่คุณเจียง อภิชาตพงศ์ไม่ใช่พจน์อานนท์ หนังแย่ๆหยาบๆ อุบาทว์ลามก ก็จะยังคงเกลื่อนกลาดบั่นทอนรสนิยมและศีลธรรมของคนไทยเรื่อยๆจนไม่เหลือเลย น่าสงสาร...
 
 
ต่อไปผมอาจต้องเก็บเงินนั่งเครื่องบินไปดูหนังไทยดีๆที่สิงคโปร์ หรือไม่ก็เมืองคานส์ละมัง
 
 
 
 
3月29日

นิทานภาษี

 
แรงบันดาลใจจาก กรณีคณะข้าราชการ เทศบาลบ้านสวนจ.ชลบุรี ไปทัวร์ญี่ปุ่นฟรีหกวัน โดยดูงานที่เทศบาลชิบุย่า เป็นเวลาถึงหนึ่งชั่วโมง  จากโปรแกรมทัวร์ทั้งหมด
 
 
 
๑.ความนำ
 
คุณพ่อขา...คุณพ่อ
 
อบต.บ้านเราคุณพ่อขา
 
เขาจะไปทัวร์ยุโรปหนึ่งสัปดาห์
 
น่าอิจฉาจริงจริงเลยนะคะ
 
เห็นเขาว่าจะได้ไปฟรีฟรี
 
แถมพอกเก็ตมันนี่อีกด้วยหละ
 
เขาเอาเงินที่ไหนไปกันนะ
 
หนูอยากจะถามพ่อในข้อนี้
 
คุณพ่อก็ส่ายหน้าตอบว่า...ลูก
 
พูดให้ถูกเขา"ดูงาน"ต่างหากนี่
 
ส่วนไอ้เงินที่เขาใช้ได้ฟรีฟรี
 
มันก็คือภาษีของเราไง
 
ภาษีคืออะไรคะคุณพ่อ?
 
ภาษีก็คือเงินที่เก็บได้
 
จากพวกประชาชน...คือคนไทย
 
จงตั้งใจฟังพ่อเล่าต่อเติม
 
 
๒.ภาษีมาจากไหน?
 
 
มันมาจากของทุกชิ้นที่กินใช้
 
โดยบวกไปเรียกว่ามูลค่าเพิ่ม
 
ของก็มีราคามากกว่าเดิม
 
เอามาเสริมเงินที่มีในคลัง
 
เป็นเจ้าของร้านค้ารู้หน้าที่
 
เสียภาษีให้สังคมสมคาดหวัง
 
กรรมกรขายแรงกายขายกำลัง
 
เขาก็ยังต้องจ่ายให้โดยดี
 
ตามประสาพนักงานบริษัท
 
เงินทุกเดือนพ่อถูกรัฐหักภาษี
 
หากคำนวณที่เสียไปในหนึ่งปี
 
ก็พอที่จะใช้จ่ายได้หลายเดือน
 
เป็นแม่ค้าข้าวแกงแผงซอมซ่อ
 
เดี๋ยวมีพอเดี๋ยวไม่พอ...ใครจะเหมือน
 
เสียภาษีเงินได้ไม่บิดเบือน
 
เพราะหลวงส่งคนมาเยือน...นับจานแกง
 
คนทำมาหากินทุกถิ่นที่
 
ที่พ่อนี้เล่าให้ฟังจนเสียงแห้ง
 
เขาต้องจ่ายทุกบัญชีที่แจกแจง
 
บางคนแพงบางคนถูก...ลูกจงจำ
 
แต่บรรษัท...เจ้าสัวหุ้น...ทุนข้ามชาติ
 
เขาฉลาดเลี่ยงได้...จ่ายต่ำต่ำ
 
เร้นอำพรางโดยวิถีนิติกรรม
 
มันน่าขำที่คนรวยป่วยความดี
 
 
๓.ภาษีใช้ทำอะไร?
 
หลังจากนั้นแล้วรัฐก็จัดสรร
 
ลำดับขั้นทุกกระทรวงทุกท้องที่
 
ทั้งกำหนดงบประมาณประจำปี
 
ตามวิถีตามระเบียบรัฐบาล
 
สร้างถนนหนทางสร้างตึกใหญ่
 
แล้วยังใช้เสริมสร้างทางทหาร
 
จ่ายเงินเดือนคนของชาติราชการ
 
(รวมถึงด้านเงินกินเปล่าของ"เจ้านาย")
 
ใช้พยุงประเทศเศรษฐกิจ
 
เพื่อชี้ทิศประเทศเราตามเป้าหมาย
 
ทุกหน่วยงานต่างหน้าที่มีมากมาย
 
ก็ต้องอิงนโยบายรัฐบาล
 
นอกจากใช้ภาษีมาพัฒนาชาติ
 
เขายังอาจเอามาจัดรัฐประหาร
 
อ้างถอนรากเบ็ดเสร็จเผด็จการ
 
วาดฝันหวานให้เฝ้าหวังตั้งตาคอย
 
แต่การรอก็เปล่าดายได้แก่นสาร
 
หลายผลงานใส่เกียร์ว่างเข้าทางถอย
 
บ้าง"ดูงาน"บ้าง"สร้างสรรค์"เหมือนย้อนรอย
 
บ้างค่อยค่อยเขมือบรัฐด้วยอัตตา
 
ใช้ภาษีล้มคว่ำอำนาจเก่า
 
เพื่อยึดเอาอำนาจใหม่...ให้ใหญ่กว่า
 
จึงสมควรสังคมมอบสมญา
 
คนทำนาบนหลังคนล้นอาธรรม์
 
 
๔.ความสรุป
 
 
อบต.ทัวร์ยุโรปคุ้มหรือไม่
 
ไปถามใคร ใครก็หาว่าน่าขัน
 
อบต.-ครม(คมช)ก็พอกัน
 
แม้ต่างชั้นมิอาจชี้ความดีเลว
 
ผ่านมากี่สมัยก็ไม่ต่าง
 
ภาษีพ่อก็เหมือนอย่างขว้างลงเหว
 
เมื่อแดนใต้ยังคงโถมโหมไฟเปลว
 
คนแหลกเหลวแต่หนหลังยังเต็มเมือง
 
สาธารณสุข-การศึกษายังตกต่ำ
 
ศีลธรรมยังเหลวไหลไม่ได้เรื่อง
 
เศรษฐกิจยังวิบัติยังขัดเคือง
 
โดยหมดเปลืองภาษีพ่อ...น่าท้อใจ
 
 
 
ลูกรัก...จงฟังพ่อ
 
หนูอย่าท้อเร่งเรียนรู้เป็นผู้ใหญ่
 
เพื่อเข้าวงราชการ-การเมืองไทย
 
รีบมาใช้ภาษีเรา...เอาให้คุ้ม
 
 
 
 
 
 
 
 
 
3月17日

นิราศเรื่องเมืองญี่ปุ่นขุ่นใจแสน

นิราศเรื่องเมืองญี่ปุ่นขุ่นใจแสน
 
อ้าว...ลืมไปว่าตอนนี้ไม่มีแฟน
 
เลยไร้แผนจะเขียนให้ใครอ่านเอยฯ
 
 
(...........จบ......ฮิ้ว.....................)
 
 
 
เอาล่ะ เข้าเรื่องได้แล้ว ประเด็นคือ จะเขียนบันทึกที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นมาน่ะครับ เชิญอ่านกันตามอัธยาศัย
 
 
 
วันที่หนึ่ง...สุวรรณภูมิที่รัก
 
       อันว่าเหตุที่ครอบครัวแห่งข้าพเจ้าได้ไปยลเยือนเมืองโตกิโย ผเทศยิบุ่นในครานี้ ก็เนื่องมาแต่อำแดงพี่สาวแห่งข้าพเจ้าได้สำเร็จการศึกษากระบวนสรรพวิชชาทั้งปวง อีกทั้งยังได้เข้าเปนข้าราชภารสนองพระเดชพระคุณ กินศักดินาตำแหน่งอาจารย์ในคณะทันตแพทย แห่งสำนักตักศิลาอันหล่อนได้ร่ำเรียนมาอีกด้วย เหนสมควรที่บิดรมารดรจักปูนบำเหนจให้จงหนัก จึ่งมีดำริไปทัศนาท่องเที่ยวให้รู้เห็นยังผเทศมีชื่อให้เปนที่รื่นรมย์โสมนัส ต่อไปเมื่อหน้า จักได้เปนเยี่ยงแก่บุตรคนเล็ก อันมีกระแสวี่แววว่า อาจศึกษามิได้เสร็จสมบูรณในคณะแพทย สำนักวิชารามาธิบดินทร ลางทีอาจเหนแก่อามิสจูงใจ เร่งตะบันพากเพียรจนสำเร็จมิผิดกันก็เปนได้
 
        (ขอกลับมาใช้ภาษาปกติเพราะเหนื่อย)
 
 
        ทริปของเรา นัดเจอกันที่สุวรรณภูมิ ความภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ ตะก่อนเคยใช้แต่ที่ดอนเมือง ตอนนี้ต้องมาใช้ที่นี่ สมคำร่ำลืออย่างแรง คือ ปูนแตก แอร์ร้อน ที่นั่งไม่พอ เว็จห้องสำราญนั้นเล่าก็เหม็นมูตรคูถเปนที่อุบาทว์ลามกนัก(แอบกลับมาใช้สำนวนแรก) แถมแท็กซี่เวย์ที่แตกร้าว ทำให้ไม่สามารถขึ้นเครื่องโดยตรงต่อจากตัวอาคารได้ ต้องโหนรถบัสต่อไปอีก จึงจะได้ขึ้นเครื่อง
 
 
         ไกด์ของเราเป็นนักศึกษาปริญญาเอก เป็นนักเรียนญี่ปุ่น มาดเนี้ยบ ไม่ฮา แต่ข้อมูลแน่นดี
 
 
 
วันที่สอง...เกียวโตเมืองเก่าของเขาแต่ก่อน
 
         การบินไทย รักคุณเท่าฟ้า พาเราไปสู่สนามบินคันไซที่โอซากา เวลาเช้าที่ญี่ปุ่น อุณหภูมิหนาวดึ๋งเข้าไปถึงนิวเคลียส ประมาณ หนึ่งองศา คนขับรถที่มารับชื่อคุณโมริ ที่เราจะต้องฝากชีวิตไว้ตลอดการเดินทาง
 
         เที่ยวที่ คินคาคุจิ ปราสาททองอร่ามสวยงามระยับสะท้อนผืนน้ำ(คือปราสาทของโชกุนโยชิมิสึ ในเรื่องอิกคิวซังนั่นเอง) มีสาวๆในชุดกิโมโนเต็มยศ มาถ่ายทำสารคดีอยู่ด้วย พวกสาวๆในทริปเลยพลอยโชคดีได้ถ่ายรูป(เพราะเค้าไม่ยอมถ่ายกับผู้ชาย)
 
       หลังจากนั้น ก็ไปวัดคิโยมิสึ(อยากไปมานานมากเพราะเคยเห็นในทีวีเเชมเปี้ยนไปแข่งสร้างโมเดลวัดที่นั่น) สวยจริงๆ เห็นแล้วอยากกราบฝีมือช่างญี่ปุ่นทุกรุ่นที่ผ่านมานับพันปี ด้วยเหตุที่ว่า ช่างที่เริ่มทำ วางองค์ประกอบได้ลงตัวกับภูมิทัศน์ และช่างรุ่นหลัง ก็ธำรงรักษาบูรณะสืบทอดมาได้ต่อเนื่องยาวนานโดยไม่พังทลายลงไปซะก่อนทั้งที่เป็นไม้ทั้งหลัง ขาลงเขาแวะกินขนมและไอติมดอกซากุระ(เชอรี่บลอสสั้ม)
 
        ต่อที่ศาลเจ้าเฮย์อัน ซึ่งสร้างขึ้นใหม่เพื่อฉลองหนึ่งพันปีเมืองเกียวโต ไม่ค่อยสวยเท่าไร แดงเถือกๆไปงั้น
        กินมื้อเย็นเป็นอาหารเซ็ทญี่ปุ่น เข้าพักโรงแรมแบบรีสอร์ท เมื่อกินข้าวเสร็จแล้ว เราก็ไปลงออนเซ็น โชคดีที่เจอคนไทยในทริปแค่คนเดียว เราก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้(เพราะไม่ใส่แว่น มองไม่เห็น) แช่กันไปคุยกันไป แต่พวกหนุ่มเหนียมอายหนีไปออนเซ็นตอนตีสาม ก็ต้องเจอคนไทยทั้งกรุ๊ปทัวร์เป็นที่น่าอายกิ๊วๆๆ 
 
 
วันที่สาม วิสัยไทย วิสัยญี่ปุ่น
 
 
          วันนี้ตื่นเช้าก็ต้องออกจากโรงแรมไปขึ้นรถไฟชินคันเซนไปลงชิทซุโอกะ แต่เนื่องจากวิสัยไทยที่รักการชอปปิ้ง ทำให้เลทขนาดต้องเลื่อนโปรแกรมไปฟูจิซัง ไปวันรุ่งขึ้น วันนี้เลยไปแค่ที่ไร่สตรอเบอรี ที่กินแบบบัฟเฟต์ แต่ด้วยวิสัยไทยของเรา ทนกินสตรอหวานๆไม่ได้ เพราะชอบแบบเปรี้ยวๆแบบไทยๆของเชียงใหม่เนี่ยหละ มันกรอบดี เลยกินที่นี่ได้ไม่คุ้มราคาค่าเข้าอันแสนแพง
          คืนนี้รถขับเข้าป่าเขาไปลึก เพื่อไปนอนโรงแรมแบบญี่ปุ่น(เรียวกัง)กลางหุบเขา แน่นนอนว่าออนเซนที่นี่เยี่ยมมาก เป็นแบบกลางแจ้ง มองออกไปเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิเด่นตระหง่าน อาหารเย็นก็อร่อยเยี่ยมยอด สรุปคือ ถูกใจที่นี่อย่างแรงนิ
 
 
 
วันที่สี่ ไข่ดำเพื่อชีวิต
 
 
            เช้าก็รีบออกไปเที่ยวภูเขาไฟฟูจิ นับว่าพวกเราโชคดีมากที่วันนี้ฟ้าเปิด แดดสวย เห็นฟูจิซังชัดเจน เล่นกระดานเลื่อนหิมะ(ที่เจอแต่คนไทยหลายๆกรุ๊ปทัวร์ เพราะคนญี่ปุ่นเค้าไปเล่นสกีกัน) ส่วนเราอยากหัดสกีแต่เนื่องจากเวลาจำกัดเลยไม่ทันหัด
            ต่อกันที่ฮาโกเน่ มองไปเห็นวิวฟูจิชัดที่สุด และสวยที่สุด ล่องเรือกลางทะเลสาบอาฉิโกะอากาศดีมากๆ เย็นสบายประมาณสี่องศา และก็ไปต่อที่บ่อไข่ดำ ที่หุบเขาโอวาคุตาหนิ ซึ่งสังเกตได้ว่า คนญี่ปุ่นเป็นนักสร้างแบรนด์โดยสายเลือด เช่น คิตตี้ ซึ่งจำหน่ายเป็นของที่ระลึกในหลายรูปแบบ  ก็จะพบได้ตามสถานที่ต่างๆ เช่นคิตตี้ฟูจิ คิตตี้ซากุระ คิตตี้กิโมโน รวมไปถึงคิตตี้ไข่ดำที่นี่ด้วย ถ้าคนไทยเราทำได้อย่างนี้ก็คงจะดีกับโอถอปอันแสนอีเดียทมิใช่น้อย 
 
             ตกบ่ายก็นั่งรถเข้ากรุงโตเกียวเพื่อไปยังชินจุกุแหล่งชอปปิ้งสำหรับป้าๆทั้งหลาย นัดเจอน้องหญิงเพื่อไปทัวร์คอร์สรวบรัด ชินจุกุ ฮาราจุกุ และชิบุย่า กินเค้กและไอติมที่แสนอร่อยโคตร ได้แจ๊กเก็ตที่เล็งไว้หนึ่งตัว พร้อมทั้ง วิถีญี่ปุ่นทั้งหลายที่ได้รู้เห็นอย่างเป็นจริง(แต๊งหลายๆเด้อ)...
 
             กลับมาเกือบไม่ทันกินชาบูชาบูแน่ะ...ขอโทษทุกๆคนในกรุ๊ปนะครับ(ถือว่าเอาคืนที่ทุกท่านชอบชอปเพลินละกัน อิอิ) นอนในโรงแรมที่ชินจุกุแคบสัดหมาเหอะ ก่อนหลับก็ยังแอบหนีไปกินอุด้งแบบหนุ่มออฟฟิศชาวโตเกียวมาด้วย ร่อยแรงนิ
 
 
 
วันที่ห้า หนีเที่ยว
 
          เริ่มต้นที่วัดอาสะกุสะ คันนง ใจกลางกรุงโตเกียว หาซื้อตุ๊กตาคุณดารุมะไม่เจอ แต่ที่โชคดีได้เจอคือ งานแต่งงานแบบไฮโซญี่ปุ่น ที่หาชมได้ไม่ง่ายนัก พิธีเค้าดูน่ารักดี มีคนหามเกี้ยวแล้วลงมากล่าวรายงานด้วย เสียว่าฟังไม่ออก
 
           หลังจากนั้นก็ไปดิสนีย์แลนด์ เนื่องจากคนมันเยอะเพราะว่าเป็นวันเสาร์และอากาศดีมาก แน่นอนว่าเราต้องหนีออกมา พร้อมกับพี่สาวและเพื่อนพี่ เราเลยเสนอว่าอยากไปพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่เมืองใหม่ชานกรุงโตเกียว เลยพากันนั่งรถไฟหลายต่อข้ามกรุงโตเกียวไป พอถึงก็ปรากฏว่าวันปิดแล้ว เลยไปเมกาเว็บ โชว์เคสของโตโยต้า ไปขึ้นฟอร์มุลาวัน เข้าโรงหนัง4Dแบบรถแข่ง ไปขับเลกซัส หลังจากนั้น ก็ไปเดินยุโรป ณ โตเกียว และก็ไปชมวิวเมืองโตเกียวบนตึกฟูจิทีวี ดูถ่ายทอดสดรายการต่างๆ กินราเม็งจนสาแก่ใจแล้ว ก็นั่งรถไฟกลับ ชมวิวสะพานเรนโบว์บริดจ์อันแสนสวยงาม กลับไปดิสนีย์แลนด์พบพ่อแม่(ที่ไม่รู้เลยว่าลูกไปตะลอนๆมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ) นอนโรงแรมที่นาริตะ(กว้างเป็นสามเท่าของที่โตเกียว)
 
 
 
วันสุดท้าย...ซาโยนาระ
 
           วันนี้ฝนตก เที่ยววัดนาริตะ ต้นซากุระกลางฝนช่างสวยงามกระไรเช่นนี้ หยดน้ำใสๆ ตกกระทบดอกสีชมพูบางๆแล้วหยาดลงทีละหยดที่หน้าวิหารเทพเจ้าชินกอน เราฝ่าอากาศอุณหภูมิติดลบค่อยๆเดินสำรวจจนครบแล้ว ก็ย้ายไปชอปที่ห้างอิอ้อน ได้รองเท้า และเสื้อผ้ามาพอประมาณ เดินทางสู่สนามบินนาริตะ เดินเป็นกุลีให้เหล่าอิสตรีชอปในร้านดิวตี้ฟรีจนหลังเกือบหัก ทั้งห้ามทั้งปลอบก็ยังไม่เลิกชอปจนวินาทีสุดท้าย(ไฟนอลคอล) ก็เหินหาวกลับสุวรรณภูมิอันแสนภาคภูมิใจโดยสวัสดิภาพ
 
 
...ทำไมกรุงเทพมันร้อนยังงี้น่ะ...ไม่เอาแล้ววววว 
 
 

 
 
 
หลังจากกลับจากญี่ปุ่นได้หนึ่งวัน ก็ต้องไปเที่ยวเกาะเสม็ดต่อทันที สวยจริงๆ ไม่แพงด้วย เกาะทะลุยิ่งสวยใหญ่เลย เที่ยวซะดำเชียว อุตส่าห์ไปบ่มผิวที่ญี่ปุ่นมา เสียดายจัง แต่ยังไงก็รักเมืองไทยนะครับ ร้อนก็รัก เหม็นก็รัก โลว์เทคก็รัก เพราะที่นี่ยังไงก็บ้านเราเอง จริงไหม?
 
 
 
 
3月2日

บ้านเมืองมันเคืองเข็ญ...จบชีวิตเด็กปีสอง

ทุกวันนี้ประเทศของเรามันงงๆนะครับ
 
คล้ายกับคนจับจด ทำอะไรไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอัน(หลายฝ่ายบอกว่า รอ อย่างให้โอกาสแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะแท้งเอา) โดยเฉพาะเรื่องการยึดผลประโยชน์คืนสู่รัฐ
 
 
 
เน้นผล หรือ กระบวนการ อะไรคือมาตรฐาน บรรทัดฐาน อย่าให้อำนาจเก่ามันส่งเบ๊มาเห่าหัวเราะเยาะเย้ยนะครับ
 
 
 
 
 
 
 
 
ลองมาดูเวเนซุเอลาเขาบ้างเป็นไรครับ
 
 
อ่านเล่นกันนะครับ คิดมากได้มาก  ไม่คิด...ก็อ่านน่าสนุกดี
 
 
 
ดังที่ทราบกันมาว่า เวเนซุเอลา นอกจากจะเป็นดินแดนสาวงามแล้ว ยังเป็นดินแดนแห่งบ่อน้ำมันอีกด้วย
 
ดังนั้นบริษัทข้ามชาติที่มีสันดานทุนนิยมเต็มขั้น เช่น โคโนโค่ บีพี โมบิล จึงได้หว่านเงินถุงเงินถัง ซื้อบ่อน้ำมันเหล่านั้นไว้เป็นสมบัติส่วนตัว
 
 
และตอนนั้นเวเนซุเอลาก็พร้อมใจขายตัวขายชาติไปเรียบร้อย
 
 
 
 
หากแต่บัดเดี๋ยวนี้ ประธานาธิดีซาเวส นามอุโฆษ ประกาศตนจะเป็นผู้กู้ชาติโดยการยึดคืนทรัพยากรธรรมชาติให้กลับมาเป็นสมบัติของแผ่นดิน โดยให้บริษัทดังกล่าวเป็นแค่ผู้ถือหุ้นรายย่อยเท่านั้น
 
ใครไม่ยอมก็ต้องกลับถิ่นฐานไปมือเปล่าซะ
 
 
 
คมชและรัฐบาลที่รักควรเล็งไว้เป็นเยี่ยงในความเข้ม
 
 
ที่ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมัน
 
 
แต่ยังรวมไปถึงเรื่อง
 
 
 
แร่ธาตุที่ห้ามโอนให้ต่างชาติเด็ดขาด
 
ที่ดินก็ห้ามให้เช่าหรือห้ามโอน(ไม่เหมือนบางประเทศแถวนี้ที่ให้เขาเช่าร้อยปี รวมถึงขายนอมินีอีกเพียบ)
 
ห้ามตั้งฐานทัพต่างประเทศในแผ่นดิน(ไม่เหมือนประเทศแถวนี้อีกเช่นกัน ที่เป็นขี้ข้าทางทหารของเกาะเล็กๆ ไม่ใกล้ไม่ไกล)
 
 
 
ที่สำคัญที่สุดคือ มาตรการเกี่ยวกับบทบาทของรัฐด้านเศรษฐกิจ
 
เช่น การเอื้อผลประโยชน์แก่องค์กรรัฐและเอกชนของชาติมากกว่าต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญ การสร้างความร่วมมือของรัฐและเอกชน และการพิทักษ์รายได้ของชาติอย่างเป็นรูปธรรม
 
 
ฟังๆดูราวกับการ"ปิดประเทศ"เลยนะครับ แต่ถ้าเราเอาของเขามาปรับใช้ในบางมาตราที่เห็นสมควร ก็คงดีกับประเทศของเราที่ต้องการฟื้นฟูตนเองจากการถูกข่มขืนของทุนนิยมเผด็จการ โดยใช้หลักการพอเพียง แต่ก็น่าเสียใจว่า เศรษฐกิจพอเพียงของเรา ตอนนี้ถูกนำมาอ้างใช้กันอย่างกว้างขวาง เพื่อสนับสนุนความหนักแน่นของตนเองด้วยเหตุผลลี้ลับอันมิอาจคาดเดาได้หลายประการ
 
 
การพอเพียงใช่เพียงพอเสียงพูด
 
ผลพิสูจน์ตีตราว่าสูงต่ำ
 
ดีแต่ปากพาชาติแยกแหลกระยำ
 
แค่เพ้อพร่ำว่าพอเพียง...ไม่เพียงพอ
 
 
 

 
 
 จบปีสองแล้ววววววว
 
 
การเรียนในบลอกสุดท้าย มัวแต่เป็นบ.ก.ทำหนังสืออาจารย์ใหญ่ ไม่ได้ค้อง หวังว่าผลบุญจะส่งเสริมบ้างนะครับ
 
 
 
ปีนี้ชีวิตเข้มดี... หลายรสชาติ สั่งสอนตัวเองให้เห็นความจริงอะไรหลายๆอย่าง แม้ต้องแลกด้วยอะไรไปแล้ว ก็ยอมรับว่าคุ้มค่าจริงๆ
 
 
 
ไปดูนาดาโซโซมา แอบไม่เศร้าอะนะ... แต่นักแสดงเล่นเนี้ยบ ภาพสวย และเพลงเพราะมาก..... พอยนท์นี้ให้เกือบเต็มเลยครับ
 
 
หมายเหตุ บอกให้คนสุพั๋นปลื้มว่า พระเอกมันหน้าเหมือนแดน ดีทูบีอ่ะหนู
 
 
 
1月27日

โดนแท็กอ่ะ

อันเนื่องมาจากการถูกแท็กโดยพี่ป้อย(ฮั่น) และน้องหญิงข้าพเจ้าก็จะมาเผยข้อจริงไม่มีเท็จ ซึ่งจะแยกแยะประเด็นคือ
 
 
๑. สมัยเด็กๆ จะคึกงานวัดมากตามประสาเด็กบ้านนอก ต้องให้พี่เลี้ยงพาไปทุกครั้งที่รู้ว่ามี เพื่อไปยิงเป้าและขึ้นชิงช้าสวรรค์ จนตอนอยู่อนุบาลสาม เจอดีเข้าเต็มๆ... ขึ้นชิงช้าสวรรค์แล้วมันค้าง ติดอยู่บนชิงช้าด้านบนสุดและ...ด้วยความตื่นตระหนก ระบบเลิร์น รีเฟล็กก็พ่ายแพ้แก่มิคชูริชั่นรีเฟล็ก กล้ามเนื้อ เอ็กเทอร์นอลและอินเทอร์นอล สฟิงค์เตอร์ของยูรินารี่ แบลดเดอร์คลายตัว ยูรีนก็พร่างพรมลงมาสู่ชาวประชาเบื้องล่าง...
 
 
๒. สมองของข้าพเจ้าน่าจะมีความผิดปกติในเรื่องทิศทาง เนื่องจากไม่สามารถจำทางไปไหนมาไหนได้เลย แม้กระทั่งที่ศาลายาอยู่มาจนจะจบปี ก็ยังขี่จักรยานไปคนเดียวไม่ได้อยู่นั่นเอง(ไม่ได้กลัวผีนะครับ) เช่นเดียวกับเรื่องจำคนไม่ได้ ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย
 
 
๓. หนังเรื่องที่ดูแล้วซาบซึ้งตรึงจิตจนทนไม่ได้มีอยู่สามเรื่อง คือ โรดโฮม(จีน) โมเมนต์ทูรีเมมเบอร์(เกาหลี) และ ออลเวย์ส (ญี่ปุ่น) สำหรับหนังไทยที่เข้าแกปมีอยู่เรื่องเดียวคือหนังไม่มีชื่อเรื่อง กำกับโดยจ่ามั่น และเราแสดงเอง(เล่นเป็นอะไรก็ขออุบไว้ นะ ครับ คือรู้สึกอายนิดนึง)
 
 
๔. ชีวิตนี้เคยเจออะไรแปลกๆ มามากมายแต่ที่สยิวซ่านครั้งล่าสุดมานี้คือ ตอนไปดูการซ้อมหุ่นกระบอกเรื่องตะเลงพ่าย ที่บ้านศิลปินแห่งชาติ (อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต) แล้วก่อนจะกลับก็มีคนเอากระดาษแผ่นน้อยมายัดใส่มือแล้วหายวับไป ภายในกระดาษนั้นมีข้อความปรากฏว่า" ชื่อ...นะครับ เบอร์..... มา"รัก"กันนะครับ"
 
 
๕. สิ่งที่ชอบที่สุดตอนนี้คือ ....
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เวลานอนครับ...
 
 
 
 
 
 
 

 
ปล. รายการที่อัดไว้น่าจะออกวันอังคารนี้นะครับ
1月15日

วันครู...

 
วันครู...(บ้านกูจิงลือปะ)
 
 
กลางสังคมแห่งสงครามความขัดแย้ง
 
เทียนหนึ่งแจ้งกลางคืนวันที่ผันเปลี่ยน
 
ยิ่งแรงลมโหมไล่ปลายเปลวเทียน
 
ยิ่งพากเพียรหลอมตนจนตระการ
 
 
 
 
น้ำตาเทียนตกราย...สุดท้ายดับ
 
แต่เกียรติกลับ ไม่ตาย...ยิ่งฉายฉาน
 
ชีวิตครูแม้จากไกลไปตราบนาน
 
คนนับล้านก็ยังไหว้หัวใจครูฯ
 
 
 
 
 
 
 
วันครู...แด่อาจารย์ท่านหนึ่ง(เขียนตอนอยู่มัธยม)
 
 
 
 
จะสอบแล้วครูสอนไปยังไม่จบ
 
สอนไม่ครบคือครูผิดหรือศิษย์แย่
 
มาวางโจทย์ทิ้งไว้แล้วไม่แล
 
ใครจะแก้สันดานครูผู้หน่ายงาน
 
 
 
พอตกเย็นออกหากินถิ่น"สยาม"
 
รายได้งามสมหน้าตาคนหน้าด้าน
 
งานอดิเรกคือรับราชการ
 
ที่เชี่ยวชาญสอนพิเศษเหตุจำเป็น
 
 
 
"จรรยาบรรณคืออะไร?"--"ครูไม่รู้"
 
ภาพลักษณ์ครูไม่งดงามตามที่เห็น
 
เปลือกสูงค่าแท้ภายในใจเลือดเย็น
 
ความเน่าเหม็นตกตะกอนนอนก้นใน
 
 
 
ควรครูเถื่อนถูกสาปแช่งทุกแห่งหน
 
ให้ตัวตนทุกข์ทนครองแต่หมองไหม้
 
ถูกสังคมถมประณามหยามไยไพ
 
"ครูจัญไร คนใจยักษ์ หนักแผ่นดิน"